ก่อนที่จะเริ่มอะไรทั้งหมด  ขอแนะนำศัพท์ก่อนนะคะ Monogamy (มีคู่คนเดียว) และ Polygamy (มีคู่หลายคน)

โดยในสมัยโบราณแทบไม่มีดินแดนไหน ที่คนจะอยู่แบบผัวเดียวเมียเดียวนะคะ ไม่ว่าจะฝั่งยุโรป เอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล หรือที่ไหนๆ

แบบว่ายิ่งมีภรรยามาก ถือว่าประสบผลสำเร็จมาก เก่งกาจเกรียงไกรอีกต่างหาก เพราะว่ามนุษย์ในสังคมสมัยก่อนต้องการแรงงานในสังคมเกษตร

และยิ่งไปหาข้อมูล ก็พบว่าบรรพบุรุษเราที่เป็นลิง ก็เป็น Polygamy  คืออาศัยรวมกันเป็นฝูง และในฝูงก็มีตัวผู้ 1 ตัวและตัวเมียมากมาย

ซึ่งความวุ่นวายเดียวของความสัมพันธ์แบบนี้คือ ตัวผู้ต้องคอยต่อสู้กับตัวผู้ตัวอื่นที่จะมาผสมพันธ์กับตัวเมียในฝูง นอกจากนั้นก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจเฉิบ

รวมถึงมนุษย์ในสมัยยุคหินก็ไม่เป็น Monogamy แต่เป็นการอยู่รวมฝูง ที่มีการผสมพันธ์กันในฝูงแบบรวมๆ กัน และลูกที่เกิดมาคนในเผ่าก็ช่วยกันเลี้ยง และในยุคต่อๆ กันมาก็ไม่เคยมีค่านิยมของการรักเดียวเกิดขึ้นในโลกเลย มีแต่ยิ่งมีเมียมาก ก็ยิ่งถือว่าดี

ที่มา : brad.erva-doce.info

 

คำถามที่สำคัญคือ แล้วอะไรทำให้พวกเราลุกขึ้นมารักเดียวใจเดียว

โลกเราเริ่มโน้มเอียงไปทางรักเดียวใจเดียว เมื่อไม่เกิน 200 ปีที่ผ่านมา ในสมัยพระราชินีวิกตอเรียของอังกฤษนี่เอง และในปี 1979 องค์การสหประชาชาติได้ออกกฎบัตร ‘Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women’ หรือ กฎบัตรการห้ามความไม่เท่าเทียมกันของสตรีในทุกรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการมีเมียหลายคน โดยกว่า 180 ประเทศทั่วโลกก็ลงนามเห็นชอบและออกเป็นกฎหมายรองรับขึ้นมา

พระราชินีวิกตอเรีย ที่มา : https://twitter.com/nut_tnz/status/950013680657321984

 

‘Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women’

ที่มา : http://legal.un.org/avl/ha/cedaw/cedaw.html

 

แต่สิ่งที่สวนทาง คือปัจจุบันนี้ในปี 2019  ตามสถิติของ Statista.com ที่เป็นองค์กรหลักในการให้ข้อมูลกับ Durex บริษัทผลิตถุงยางอันดับ 1 ของโลก  เผยว่า

55% ผู้ชาย คบซ้อนมากกว่า 5 คนขึ้นไป 50% ผู้หญิง ยอมรับว่าคบคนอีกคนไปด้วย

นั่นคือ 1 ใน 2 คนจะเกิดการนอกใจกันค่ะ เอาเป็นว่าฟังหูไว้หู แต่สถิติของการรักนอกใจนี้ก็โหดอยู่นะคะ

คุณลองถามตัวเองดูสิคะว่า คุณรู้จักคนที่มีรักนอกใจหรือเปล่า ซึ่งมั่นใจค่ะ ว่า 80% จะบอกว่ามี

นี่เราฝืนธรรมชาติตัวเองอยู่หรือเปล่า?

จริงๆ แล้วถ้ายอมรับได้และดีลกันดีๆ การมีคู่รักมากกว่า 1 อาจตอบโจทย์มากกว่าก็ได้

ซึ่งข้อดีของการรักกันหลายคนก็มีนะ เช่น

  • เราจะไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัว เพราะมีตัวเทียบตลอด
  • เราจะมีคนมา Support เราในทุกๆ ด้านได้จนครบ เพราะว่าคนๆ หนึ่งอาจเติมเต็มเราได้ไม่เต็มที่ เช่น คนหนึ่งเหมาะในการไปเที่ยวเล่น แต่ไม่สามารถปรึกษาเรื่องจริงจังได้ แต่กับอีกคนหนึ่งก็อาจจะคุยได้ทุกเรื่องแต่ไปออกกำลังกายด้วยกันไม่ได้
  • ยิ่งเป็นครอบครัวที่มีหลายคน ก็จะสามารถช่วยกันเลี้ยงลูก ช่วยกันดูแลบ้าน

แต่ข้อเสียก็มีเหมือนกันแน่นอน

  • หึง ใช่ค่ะ ข้อเสียอย่างแรกของความสัมพันธ์แบบหลายคนก็คือ การหึงหวง และการอิจฉาริษยาระหว่างกัน ปวดหัวมากนะคะ
  • สังคมไม่ยอมรับ ยิ่งสมัยนี้คุณอาจต้องทนกับการตัดสินจากสังคม เพราะการมีหลายสามีและภรรยาในครอบครัวเดียวกัน ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับเท่าไหร่

แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่สังคมสมัยใหม่ พร้อมใจกันเลือกที่จะรักเดียวใจเดียวก็คือ

////// ไม่ใช่ความรักนะคะ พูดเลย /////

แต่เป็น โรคและความจนค่ะ

เพราะ ใน 200 ปีหลังของมนุษย์ มันคือเริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรม และการล่าอาณานิคม คนเริ่มเดินทางและปฏิสัมพันธ์กันทั้งโลก ทำให้คนมีมากขึ้นเรื่อยๆ และทรัพยากรโลกร่อยหรอลง

การมีคู่หลายคน มันเปลืองนะคะ หรือว่าไม่จริง อย่างสิ่งแรกที่เมียหลวงมักจะจับได้เรื่องเมียน้อยของสามี ก็คือการใช้เงินที่เปลี่ยนไป

ความขัดสนของทั้งทรัพยากรและเงิน ทำให้มนุษย์หันมารักเดียวใจเดียวกัน ทำให้กำเนิดกฎหมายที่ให้จดทะเบียนได้ทีละคน ก็จะง่ายต่อการจัดการทรัพย์สิน ไม่งั้นถ้าจดได้เท่าที่อยากจะจด รับรองลูกหลานจะไม่มีมรดกเหลือมาถึงแน่นอน ถ้าไม่ได้ร่ำรวยจริงๆ

ซึ่งฟังดูแล้ว การมีคู่หลายคนก็ไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย เพราะจริงๆ แล้วกำเนิดของมันมาจากเรื่องทรัพย์สินมากกว่าความรัก เพราะฉะนั้น ถ้าดีลกันได้ก็ลองดูค่ะ ขออย่างเดียว อย่าหลอกลวงคู่ของคุณ และขอเตือนนะคะ การมีคู่หลายคน ขอให้ซื้อยาแก้ปวดหัวเตรียมไว้เลยค่ะ เพราะคำว่า มากคนมากความ ยังคงเป็นเรื่องจริงเสมอค่ะ