ในยุคที่การติดต่อสื่อสารง่ายดายแค่ปลายนิ้วคลิกแบบทุกวันนี้ การจะแอบชอบ อยากจีบ หรือแม้แต่การบอกรักใครสักคนก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องง่ายดายไปซะหมด หรือบางทีแค่เผลอมือลั่นไปกดไลก์ กดหัวใจให้ก็เหมือนเราแอบกดถูกใจเขาอย่างเนียนๆ แล้วค่ะ มันเลยทำให้หลายคนพลอยรู้สึกว่าความรักยุค Hi-Speed Love ของคนหนุ่ม-สาวปัจจุบันเนี่ย ออกจะดูรวดเร็วไร้เสน่ห์ของช่วงเวลาจีบกัน ไม่เหมือนตอนรุ่นคุณพ่อคุณแม่สักนิด! อย่างที่เขาชอบบอกกันว่า อะไรที่ได้มายากๆ มักมีความหมายเสมอ และก็ดูจะมีความสุขทุกครั้งที่พูดถึง เพราะสมัยก่อนนั้นกว่าจะได้พูดคุยกันแต่ละครั้งบอกเลยว่าบางคนต้องใช้ทั้งความพยายาม ทั้งงัดเทคนิคอะไรต่อมิอะไรมาใช้พิชิตใจเต็มไปหมด ไม่เชื่อก็ลองกลับไปให้คุณพ่อคุณแม่ท่านเล่าให้ฟังดูสิคะว่าวันหวานในวันวานของพวกท่านเป็นยังไง ไม่แน่นะว่าตอนที่ท่านเล่าอาจจะมีรอยยิ้ม พร้อมเสียงหัวเราะแถมมาให้คุณแอบอิจฉาในโมเมนต์น่ารักๆ เหล่านั้นก็ได้  

 

แลกเหรียญไว้หยอดตู้โทรศัพท์สาธารณะ

สมัยนี้ใครๆ ก็มีโทรศัพท์มือถือเป็นอวัยวะที่ 33 กันทั้งนั้น และถ้าเราคิดถึงใครสักคนแล้วอยากคุยกับเขาก็แค่เปิดหน้าแอปพลิเคชัน Facebook Line Messenger หรือแม้แต่ Direct Instagram กดส่งอิโมจิ สติกเกอร์แทนใจสักตัวก็สามารถทักไปหาอีกฝ่ายได้ง่ายๆ ซึ่งถ้าให้ลองย้อนกลับไปสมัยนั้น กว่าจะได้คุยกันแต่ละครั้ง แต่ละคำ แต่ละประโยคบอกเลยว่าเลือดตาแทบกระเด็นค่ะ เพราะนอกจากจะต้องรอต่อคิวคนใช้ตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วยังต้องคอยแลกเศษเหรียญเอาไว้หยอดเติมสำหรับต่อเวลาอีกด้วย แน่นอนว่าถ้าเกิดเหรียญหมดก็จบเห่ต้องวางสาย บอกลากันแต่เพียงเท่านี้ ไว้แลกเหรียญใหม่แล้วค่อยคุยกันอีกรอบนะ ส่วนถ้าถามว่าทำไมมีโทรศัพท์บ้านแล้วยังต้องไปใช้บริการตู้โทรศัพท์สาธาณะอีกล่ะ? นั่นก็เพราะเมื่อก่อนเรามีโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียวค่ะ ตั้งอยู่ตรงกลางบ้าน ทำให้จะคุยกันแต่ละทีต้องคอยแอบหลบๆ ซ่อนๆ ตอนคุณพ่อคุณแม่นั่งดูทีวีซี่งมันไม่เป็นส่วนตัวเอาซะเลย หรือบางบ้านต่อให้มีโทรศัพท์หลายเครื่องก็จริงอยู่ แต่ยังไง๊ยังไงก็ต้องคอยระวังแจ็กพอตเรื่องเบอร์เดียวกันที่พ่วงอยู่เครื่องนั้นเครื่องนี้ด้วยเช่นกัน ไม่งั้นคุยๆ อยู่ แม่ยกหูขึ้นมาฟังด้วยล่ะบันเทิงเลยจ้า

 

โทรขอเพลงผ่านรายการวิทยุ

ไม่มีหรอก Youtube , Spotify ให้ส่งเพลงกันตรงๆ เหมือนอย่างทุกวันนี้ ก็สมัยนั้นอินเตอร์เน็ตยังเป็นเรื่องไกลตัวอยู่เลยนี่หน่า ความบันเทิงของคนรุ่นก่อนจึงขึ้นอยู่กับคลื่นวิทยุ ดีเจเสียงนุ่มชวนเคลิ้มน่าฟัง ยิ่งช่วงไหนที่มีดีเจพูดเก่งเปิดเพลงเพราะ ร้อยทั้งร้อยย่อมมีแฟนคลับคอยหมุนคลื่นรอติดตามฟังเพียบ ดังนั้น การจะจีบใครสักคนเลยต้องอาศัยช่องทางวิทยุเป็นตัวกลางหลักเพื่อรอเวลาที่เขาจะเปิดฟังนี่แหละค่ะ จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องแย่งชิงหาจังหวะโทรหาดีเจหน้าไมค์ให้ติดเพื่อฝากหยอดประโยคบอกรักกุ๊กกิ๊ก แล้วปิดท้ายด้วยฝากบทเพลงหวานๆ ถึงเขาหรือเธออีกสักนิด เท่านี้ก็เป็นอันว่าภารกิจการจีบคอมพลีตแล้วค่ะ

 

อัดเพลงใส่เทปให้เธอฟัง

ไม่ว่ากี่ปีผ่านไปดนตรีก็ยังเป็นภาษาอมตะสากลที่ใช้บอกรักได้ดีทุกยุคทุกสมัยไม่เคยตกเทรนด์ ซึ่งหนุ่มๆ หลายคนเองก็ล่วงรู้ถึงความหมายในข้อนี้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ถึงได้เลือกเทคนิคอย่างการอัดเพลงที่ใช้แทนความในใจมาใช้ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเลือกเพลงเอง ทำปกเอง หรือหากคนไหนอัดจากรายการวิทยุยังต้องคอยลุ้นไม่ให้ดีเจพูดแทรกซะอีก จนในที่สุดก็ได้ออกมาเป็นเทปรุ่น Limited Edition ที่มีเพียงตลับเดียวในโลกสำหรับเธอเท่านั้น รับรองว่าสาวคนไหนได้ไปต้องประทับใจสุดๆ

 

โทรเข้าบ้านแล้วแกล้งดัดเสียง

 

อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ…กับการจีบสาวในสมัยก่อนก็เช่นกันค่ะ เรียกว่ากว่าจะทำใจกล้ายกหูโทรศัพท์เข้าบ้านไปจีบอีกฝ่ายตรงๆ แต่ละครั้ง ต้องเป็นคนใจกล้าเอามากๆ เพราะถ้าโชคดีก็เจอเจ้าตัวแต่ถ้าโชคร้ายโป๊ะแตกจับพลัดจับผลูเกิดเป็นคุณพ่อจอมเฮี้ยบผู้หวงลูกสาวขึ้นมาล่ะเป็นเรื่อง มีหวังงานเข้าเงาหัวหาย ทางที่ดีกันไว้ดีกว่าแก้ขอแกล้งดัดเสียงปลอมตัวเป็นเพื่อนสาวไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย เฮ้อ…เห็นมั้ยล่ะคะว่าจะมีแฟนสักคนมันไม่ง่ายเลยจริงจริ๊ง

 

ฝากข้อความหวานๆ ผ่านเพจเจอร์

เพลงหญิงลีบอกไว้ว่าขอใจแลกเบอร์โทร แต่สมัยก่อนน่ะเขาจีบกันด้วยเจ้าสิ่งที่เรียกว่าเพจเจอร์ล่ะรู้รึเปล่า!? ส่วนคนที่อยากรู้ว่าเพจเจอร์คืออะไรนั้น เราก็จะเฉลยให้ค่ะว่าเพจเจอร์เป็นอุปกรณ์สื่อสารยุคก่อนโทรศัพท์มือถือ หน้าตาเป็นกล่องสี่เหลี่ยมอันเล็ก มีหน้าที่คอยรับ-ส่งข้อความสั้นๆ ระหว่างกันผ่านโอเปอเรเตอร์ ซึ่งประโยคฮิตส่วนใหญ่จะเน้นฝากเป็นกลอนรักหวานซึ้งที่ผ่านการคัดมาแล้วอย่างดีว่าอ่านแล้วต้องเขินม้วนจนตัวบิดอย่างแน่นอน

 

แอบเขียนจดหมายสื่อรัก ใส่ใต้โต๊ะหรือล็อกเกอร์

เชื่อว่าสมัยเรียนทุกคนคงเคยมีโมเมนต์อย่างการแอบปลื้มรุ่นน้อง ชอบรุ่นพี่ มีสักคนที่เป็นพี่โชนและน้องน้ำเป็นของตัวเองแบบในภาพยนตร์เรื่องสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก จนเรามักจะพาตัวเองไปอยู่ในสายตา หรือเดินวนเวียนผ่านหน้าห้องเรียนให้อีกฝ่ายเห็นอยู่เป็นประจำ ซึ่งนอกเหนือจากวิธีการนั้นก็ยังมีอีกหนึ่งความคลาสสิกหนึ่งของการจีบกันสำหรับวัยกระโปรงบานขาสั้นนั่นก็คือการแอบเขียนจดหมายสื่อรักค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกขี้อายที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนที่ชอบโดยตรงนี่แหละทางออก เพียงแต่ต้องคอยหาโอกาสเหมาะๆ แอบสอดไว้ใต้โต๊ะหรือล็อกเกอร์แบบไม่ให้ถูกจับได้เป็นพอ ไม่งั้นถูกจับได้ขึ้นมาโดนเพื่อนๆ แซวยับล่ะแย่เลย

 

สารภาพความในใจเอาไว้บนโต๊ะเรียน

รู้มั้ยคะว่าบนโต๊ะเรียนเองก็ถูกใช้เป็นพื้นที่สารภาพรักบ่อยพอๆ กับการส่งจดหมายหรือขนมให้คนที่ชอบเลยนะ เรียกว่าถ้าใครแอบชอบใคร เพื่อนคนไหนแอบชอบกัน การเขียนโต๊ะเรียนของอีกฝ่ายที่ต้องใช้อยู่ทุกวันนี่แหละเป็นเทคนิคที่แนบเนียนที่สุด เพราะโดยปกติแล้วบนโต๊ะเองก็มักจะมีร่องรอยคราบความสกปรกจากดินสอ ปากกาอยู่เป็นประจำเลยทำให้การที่จะมาแอบเขียนสารภาพความในใจนั้นยังพอให้ตบตาคนอื่นได้ไม่มากก็น้อย ยิ่งรุ่นพี่รุ่นน้องคนไหนที่เป็นพวกป๊อปปูลาร์มีแฟนคลับด้วยแล้ว ReadAlert เชื่อว่าคงต้องมีคนหมั่นแวะเวียนมาเขียนฝากข้อความไว้เยอะจนแทบไม่เหลือที่ว่างบนโต๊ะแน่ๆ

 

ส่งบัตรขออนุญาตจีบ

แม้อินเทอร์เน็ตจะยังเข้าไม่ถึง โทรเข้าบ้านยังต้องแกล้งดัดเสียงไม่ให้พ่อเธอจับได้ แต่ถ้าอยากจะจีบใครสักคนในช่วงยุค 90 ทั้งที เขาก็ยังมีอีกหนึ่งสิ่งคลาสสิกอย่าง “บัตรจีบ” ไว้เป็นตัวช่วยค่ะ โดยเจ้าบัตรจีบที่ว่าเนี่ยถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างได้รับความนิยมมากในหมู่วัยรุ่นสมัยนั้นเลยทีเดียว ทั้งลวดลายการ์ตูนและสีสันสดใสบนตัวการ์ดซึ่งหน้าตาคล้ายนามบัตรชวนให้สะสม บวกกับข้อความในเชิงทำนองว่าขออนุญาตจีบที่หนุ่มๆ เขาเอาไว้ใช้ยื่นแทนความในใจให้คนที่ชอบ งานนี้แหละต่อให้จะเป็นพวกพูดไม่ค่อยเก่ง (แต่รักหมดใจ) ก็ไม่มีปัญหา สำคัญก็แต่ต้องระวังฝ่ายหญิงเขาส่งบัตรห้ามจีบกลับมาให้นะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็เตรียมทิชชู่ไว้ซับน้ำตาได้เลยค่ะ นกตัวโตๆ!