งานนี้ชาวฝั่งธน-พระนครมีเฮกันทั่วหน้า เพราะนับแต่เส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน หรือ MRT Blue Line ทดลองเปิดให้บริการในช่วงปลายเดือนก.ค.ที่ผ่านมา การจะเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะข้ามฝั่งไปเที่ยวยังเกาะรัตนโกสินทร์ หรือข้ามกลับมาเที่ยวย่านเมืองเก่าฝั่งธนก็กลายเป็นเรื่องสะดวกสุดๆ แถมช่วงนี้ทาง MRT เขาก็มีของขวัญพิเศษมอบให้พวกเราด้วยนะคะ นั่นก็คือเปิดให้นั่งได้แบบ ฟรีๆ นานถึงสองเดือนเต็ม ก่อนจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกันยายนปีนี้ จะนั่งไป-นั่งกลับ ตั้งแต่สถานีท่าพระจนถึงสถานีวัดมังกร หรือสถานีวัดมังกรแล้ววนกลับมาท่าพระก็ย่อมได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม เดินตัวปลิวฉิวๆ เข้าสถานีไปเที่ยวกันได้เลยค่ะ ส่วนถ้าใครอยากออกไปเปิดหูเปิดตานอกสถานีแล้วยังไม่รู้จะไปไหน วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ก็หยิบกล้องตัวโปรด ใส่ชุดตัวเก่งแล้วรีบตามรอย ReadAlert ไปตะลุยกิน-เที่ยวแบบจุใจด้วยรถไฟใต้ดินใหม่กัน!

 

สถานีท่าพระ

 

เริ่มกันด้วยสถานีใหญ่ต้นทางของชาวฝั่งธนอย่าง “ท่าพระ” สถานีเดียวในบรรดาเส้นทางรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินเพียงสถานีเดียวที่มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นรถไฟใต้ดิน (MRT) ที่ถูกยกขึ้นมาไว้บนดินค่ะ ต้องบอกว่าภายในใหญ่โตกว้างขวางมากๆ ถึงขนาดสร้างคร่อมอุโมงค์ลอดถนนจรัญสนิทวงศ์และสะพานข้ามแยกท่าพระของถนนเพชรเกษมเลยล่ะค่ะ ส่วนถ้าถามถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงของสถานีนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นย่านของกินอย่างตลาดพลู วัดปากน้ำภาษีเจริญ ไปจนถึงห้างดังของย่านอย่างเดอะมอลล์ท่าพระ ติดก็แต่จะอยู่ห่างจากสถานีมากพอสมควร ไม่สามารถเดินไปได้ค่ะ อาจจะมีคนเป็นลมกลางทางเอาซะก่อน 

 

สถานีอิสรภาพ

 

ตามมาติดๆ กับ “สถานีอิสรภาพ” สถานีรถไฟใต้ดินแห่งแรก และสถานีเดียวในฝั่งธนบุรี ตั้งอยู่บริเวณซอยอิสรภาพ 23 และซอยอิสรภาพ 24 ที่แค่ก้าวเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงความหรูหราโอ่อ่า ด้วยแนวคิดการออกแบบตกแต่งที่มีจุดเด่นอย่างการใช้สัญลักษณ์รูปหงส์สีทอง อร่ามตาประดับประดาตามจุดต่างๆ ทั้งนี้ก็เพราะหงส์เปรียบได้กับสัตว์สิริมงคลและศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของคนไทย บวกกับแรงบันดาลใจที่ได้จากโบราณสถานในพื้นที่อย่างวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดที่มีประวัติศาสตร์สำคัญเมื่อครั้งอดีต โดยสถานีอิสรภาพยังถูกใช้เป็นสถานีที่เชื่อมต่อไปยังอุโมงค์ลอดใต้เแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อข้ามไปฝั่งพระนครซึ่งก็คือ สถานีสนามไชย ฝั่งพระนครอีกด้วยค่ะ

 

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

 

ถ้าพูดถึงวัดสำคัญที่เป็นเหมือนแลนมาร์คให้นักท่องเที่ยวทั้งไทย จีน ฝรั่งต้องหาโอกาสแวะมาทักทายทุกครั้งที่มาเยือนกรุงเทพ “วัดอรุณราชวรารามฯ” หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันติดปากว่า “วัดแจ้ง” วัดโบราณริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่โดดเด่นเป็นสง่าไม่ว่าจะมองจากมุมไหนแห่งนี้ ต้องติดเข้ามาเป็น Place To Go อันดับต้นๆ แน่นอนเลยค่ะ ซึ่งถ้าพูดถึงวัดอรุณฯ แล้วก็ต้องไม่พลาดหาโอกาสมาถ่ายรูปกับไฮไลท์ของวัดอย่างพระปรางค์องค์ใหญ่ สถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่ประดับประดาไปด้วยกระเบื้องเคลือบ ถ้วยชามเบญจรงค์ และเปลือกหอยดูงดงามโดยเฉพาะยามสะท้อนแสงอาทิตย์  ยิ่งสวยสุดๆ เลยค่ะ ที่สำคัญคือวัดอรุณฯ ยังได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนถูกยกให้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 ในเวลาต่อมาด้วยค่ะ

 

ตลาดวังหลัง

 

ไหว้พระ ขอพร เสริมความเป็นสิริมงคลกันไปจนอิ่มบุญแต่ยังไม่อิ่มท้อง รีบเปิดวาร์ปมาต่อที่ย่าน “วังหลัง” กันดีกว่า ตลาดวังหลัง แหล่งละลายทรัพย์ที่ทั้งสายกินและสายชอปรู้จักกันเป็นอย่างดี จะของฝาก ของที่ระลึก แฟชั่นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้ามือ 1 มือ 2 ตลอดจนบรรดาร้านของกินเจ้าเด็ดเจ้าดังแทบทุกซอกทุกมุมถนนที่นี่ก็มีให้เลือกครบเลยค่ะ แต่เราขอแนะนำว่าทั้งจากสถานีใต้ดินอิสรภาพไปวัดอรุณฯ หรือจากวัดอรุณฯ มาวังหลังนั้น ไม่เหมาะแก่การเดินอย่างแรง ระวังจะเมื่อยเอาได้นะจ๊ะ (เพราะเราผ่านมาแล้ว) ทางที่ดีคือโบกรถตุ๊กตุ๊ก หรือแท็กซี่แล้วหารกับเพื่อนเอา แค่นี้ก็ถึงที่หมายได้แบบสบายๆ ไม่ร้อนแล้วค่ะ แถมตลาดวังหลังยังตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือ พอกินชอปเสร็จแล้วจะไปเที่ยวที่อื่นต่อก็เสียแค่ค่าเรือข้ามฝากคนละ 3.50 บาทค่ะ

 

สถานีสนามไชย

 

ในบรรดาสถานีรถไฟใต้ดินใหม่ทั้ง 5 แห่ง แต่ละสถานีต่างก็มีเอกลักษณ์และสไตล์การตกแต่งที่แตกต่างกันออกไปตามจุดเด่นของแต่ละสถานที่ และถ้าฝั่งธนมีสถานีอิสรภาพเป็นจุดเชื่อมต่อของการลอดอุโมงค์ใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ทางเกาะรัตนโกสินทร์ก็มี “สถานีสนามไชย” เป็นสถานีทางฝั่งเกาะรัตนโกสินทร์เช่นกันค่ะ สถานีสนามไชยตั้งอยู่บริเวณถนนสนามไชยตัดกับถนนพระพิพิธจนถึงถนนสนามไชยอีกฝั่งที่ตัดกับถนนราชินีบริเวณคลองคูเมืองเดิม ใกล้พระบรมมหาราชวัง ภายในออกแบบ ตกแต่งอย่างปราณีตละเอียดละออชวนตื่นตาตื่นใจ ด้วยการออกแบบที่หยิบเอาสไตล์ของสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเหมือนจำลองท้องพระโรงมาประยุกต์ใช้ โดยมีกิมมิกเป็นประตูวังสีแดงสดใสน่ารักไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ใช้เป็นมุมถ่ายรูป บอกได้คำเดียวว่าดีงามสุดๆ สมกับการที่ถูกขนานนามให้เป็นสถานีรถไฟฟ้าที่สวยที่สุดในประเทศไทยไปครอบครองจริงๆ ค่ะ

 

มิวเซียมสยาม

 

สถานีสนามไชยเป็นสถานีที่เราเลิฟสุดอะไรสุด นอกจากภายในจะตกแต่งได้อย่างวิจิตรงดงาม สะท้อนถึงความเป็นไทยอย่างชัดเจนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งต้องยกให้กับความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินนี่แหละค่ะ เพราะแค่เดินออกมาจากตัวสถานีเราก็สามารถถึง “มิวเซียมสยาม” ได้ง่ายๆ ในเมื่อโผล่จากตัวสถานีปุ๊บ เราก็จะเจอกับมิวเซียมสยามปั๊บในทันทีเหมือนเปิดประตูไปไหนก็ได้ของโดเรมอนเลยล่ะค่ะ มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยที่จะช่วยยกระดับ เปิดประสบการณ์ความสนุกนอกตำราในการศึกษาเรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมให้กลายเป็นเรื่องไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ภายในอาคารดีไซน์แบบยุโรปทาด้วยโทนสีเหลืองสดใส ที่ด้านหน้ายังมีลานสนามหญ้าและประติมากรรมรูปร่างแปลกตาเป็นจุดถ่ายรูปหน้าทางเข้าแบบเก๋ๆ รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับใช้จัดกิจกรรมในโอกาสพิเศษอื่นๆ อีกด้วย

 

วัดโพธิ์

 

ในเมื่อพูดถึงวัดอรุณฯ หรือวัดแจ้งไปแล้ว จะไม่มีวัดโพธิ์ได้ยังไง ในเมื่อเขามีเรื่องเล่าขานว่าเจ้ายักษ์ใหญ่ของทั้งสองวัดเคยเปิดศึกฟาดฟันกันจนทำให้เกิดเป็นท่าเตียนมาแล้วเชียวนะคะ “วัดโพธิ์” หรือ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” วัดประจำรัชกาลที่ 1 ที่เปรียบได้กับมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง และยังเป็นหนึ่งในวัดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพด้วยค่ะ โดยวัดโพธิ์ถือเป็นวัดที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบจีนมากพอสมควร เห็นได้จากบรรดาตัวอับเฉาตุ๊กตาเล็ก-ใหญ่นับร้อยที่ตั้งเป็นเอกลักษณ์ของวัดโพธิ์อยู่ตามมุมต่างๆ และเจดีย์โดยรอบที่มีมากถึง 99 องค์ จนทำให้วัดโพธิ์กลายเป็นวัดที่มีเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทยเลยค่ะ ส่วนสิ่งที่ทำให้วัดโพธิ์ยังมีชื่อเสียงโด่งดังไปถึงต่างประเทศนั้น เชื่อว่าใครได้เห็นคงต้องร้องอ๋อ…กับพระนอนองค์ใหญ่ที่มีไฮไลท์อย่างภาพเขียนประดับมุกใต้ฝ่าเท้า พระพุทธรูปซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศก็ประดิษฐานอยู่ที่นี่เช่นกันค่ะ

 

สถานีสามยอด

 

งานนี้ต่อให้ไม่มีไทม์แมชชีนก็ย้อนเวลากลับไปกรุงเทพในสมัยก่อนได้ แค่แวะมาเที่ยวที่ “สถานีสามยอด” (เดิมคือสถานีวังบูรพา) สถานีสวยสไตล์ชิโนโปรตุกีสซึ่งออกแบบและสร้างขึ้นให้สอดคล้องกับตัวอาคารบ้านเรือนริมถนนเจริญกรุงจนเหมือนเราได้ย้อนยุคกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 6 เลยล่ะค่ะ ทั้งนี้ก็เพื่ออนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาตร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สีโทนไข่ไก่ที่ดูเหลืองนวลอบอุ่นสบายตา ดีไซน์ประตูทางเข้าแบบบานเฟี้ยม หรือแม้แต่เสาภายในสถานีก็จำลองลักษณะซุ้มประตูของย่านสามยอดมาแสดงไว้ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่นและภาพถ่ายเมื่อวันวานที่เริ่มจะหาดูได้ยากขึ้นทุกทีในปัจจุบัน

 

ออนล็อกหยุ่น

ที่มา: iamcar.net

 

ถ้าเด็กสมัยนี้มีคาเฟ่ให้ได้นั่งเม้ามอยแลกเปลี่ยนเรื่องราวหรือชวนหวานใจไปเดทเปลี่ยนบรรยากาศกินอะไรอร่อยๆ คนสมัยก่อนเขาก็มี “ออนล็อกหยุ่น” ไว้เป็นคาเฟ่สำหรับเช็คอินไม่ต่างกันกับเราๆ เลยค่ะ ออนล็อกหยุ่น ร้านอาหารเช้าสุดคลาสสิก ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ เฟอร์นิเจอร์เก่าแต่เก๋าตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ของใครหลายคนหนุ่มยังสาว ถือเป็นร้านในตำนานบนถนนเจริญกรุงที่ตั้งตระหง่านผ่านร้อนผ่านหนาวอยู่คู่กับคนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน จนปัจจุบันกลายมาเป็นร้าน Recommend สำหรับสายคาเฟ่ และสายกินที่ต้องห้ามพลาดหาโอกาสมาลิ้มลองความอร่อยโดยเด็ดขาด แต่ถ้ามาแล้วยังไม่รู้ว่าควรสั่งอะไรดี แนะนำว่าต้องลองเมนูไข่เลยค่ะ จะไข่ดาว ไข่คนที่เสิร์ฟพร้อมไส้กรอก แฮม เบค่อนให้เราตามแต่เลือกสั่ง ควบคู่ไปกับการนั่งชมรถราที่แล่นผ่านไปมาไปชวนให้คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ยิ่งทำให้อาหารเช้ามื้อนี้อร่อยขึ้นกว่าเดิม คอนเฟิร์มเลยค่ะ

 

ห้างดิโอลด์สยาม พลาซ่า

 

ต้องยอมรับเลยว่าฝั่งพระนครเนี่ย ช่างเต็มไปด้วยมุมถ่ายรูปสวยคลาสสิกสำหรับคนรักการถ่ายภาพมากมายเลยค่ะ หนึ่งในนั้นก็คือ “ห้างดิโอลสยาม พลาซ่า” ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่หัวมุมถนนเจริญกรุงสไตล์วินเทจฝั่งเดียวกับร้านออนล็อคหยุ่น แหล่งชอปผ้าไหมคุณภาพพรีเมียมของประเทศ ทั้งผ้าไหมสำเร็จรูป ผ้าไหมแบบชิ้น รวมไปถึงแฟชั่นอื่นๆ อย่างเครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋าซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นของคุณสุภาพสตรีทั้งหลาย แบบที่พาคุณแม่มาเดินสักครั้งท่านต้องเป็นปลื้มสุดๆ แน่นอน นอกจากนี้ด้านล่างของห้างก็ยังมีลานเฟื่องนครให้เราเดินชอป ชิม ชิลๆ ไปกับร้านขนมไทยและอาหารไทยหายากระดับชาววัง หรือซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านได้อีกต่อหนึ่งด้วยค่ะ

 

สถานีวัดมังกร

 

ปิดท้ายด้วยสถานีที่น่าจะเป็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด สำหรับ “วัดมังกร” สถานีที่ตั้งอยู่ใจกลางเยาวราช บริเวณถนนเจริญกรุงตัดกับถนนพลับพลาไชย และถนนแปลงนามที่ด้านในเขาออกแบบตกแต่งอย่างสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส ดูแล้วกลมกลืนกับวิถีชีวิตความเป็นชุมชนชาวจีนเก่าแก่ได้อย่างน่าชื่นชม ทั้งการใช้โทนสีแดงทั่วทั้งสถานีเป็นสีหลักจากความเชื่อที่ว่าสีแดงเป็นสีมงคล สีทองซึ่งเปรียบเสมือนสีแห่งความมั่งคั่ง กระเบื้องและเสาสีแดงสไตล์จีน รวมถึงไฮไลท์อย่างบันไดเลื่อนและเพดานที่ก็ยังคงคอนเซปต์ประดับด้วยมังกร สัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความเป็นวัฒนธรรมจีนก็ดีไซน์ออกมาเด่นเป็นสง่าเห็นได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ นอกจากนี้ก็ยังมีภาพเขียนสี 3 มิติลายเส้นการ์ตูนแบบจีนประดับตามมุมต่างๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แต่ถ้าอยากสนุกให้มากขึ้น ก็อย่าลืมโหลดแอปพลิเคชัน Recall ติดตัวไปด้วยนะคะ เพราะเขามีกิมมิคอย่าง AR ให้เราได้สแกนเล่นเห็นภาพต่างๆ ขยับเคลื่อนไหว เก๋สุดอะไรสุดเลยเว้ยแก

 

วัดเล่งเน่ยยี่

 

สำหรับคนไทยเชื้อสายจีนทั้งหลายแล้ว ถ้าป่วยกาย ไม่สบายใจ เพราะความกังวลในเรื่องปีชงมันหนักอกวนมาเมื่อไหร่ เชื่อว่าเกือบร้อยทั้งร้อยคงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงที่นี่เลยค่ะ “วัดเล่งเน่ยยี่” หรือ “วัดมังกรกมลาวาส” วัดจีนเก่าแก่ชื่อดังย่านเยาวราช สถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจลูกหลานชาวจีนในเมืองไทยที่ไม่ว่าจะทั้งคนไทย หรือคนจีน ก็มักจะหาโอกาสแวะมาไหว้ขอพรให้คอยช่วยปัดเป่า สะเดาะเคราะห์ ขจัดความกังวลทั้งหลายอยู่เป็นประจำ ซึ่งงานนี้สถานีใต้ดินใหม่ของเราก็อยู่ห่างจากวัดเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง เดินยังไม่ทันจะเหนื่อย ประมาณ 10 เมตรก็ถึงแล้วค่ะ ไม่ต้องเสียเวลาข้ามถนนให้วุ่นวาย บอกเลยว่าดีงามพระรามแปด ถูกใจคนชอบไหว้เจ้า เดินสายแก้ชงแน่นอน

 

เยาวราช

 

ขึ้นชื่อว่าเป็นถนนสายที่ไม่เคยหลับไหล หิวเมื่อไหร่ก็แวะมาไม่ต่างกับเซเว่น ต้องยกให้ย่าน “China Town เยาวราช” ถนนสายสตรีทฟู้ดขวัญใจสายกินทั้งหลายที่เต็มไปด้วยร้านรวงของกิน ของขายสองข้างทางแบบละลานตา ตั้งแต่ต้นยันท้ายถนนให้เราเลือกอร่อยได้แบบไม่ซ้ำเมนู ไม่ว่าจะเป็นขนมปังเจ้าเด็ดเยาวราช ราดหน้าภูเขาไฟ ก๋วยจั๊บนายเอ็ก และอีกมากมายได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยค่ะ หรือถ้าอยากจะเดินต่อไปนั่งจิบเครื่องดื่มตากแอร์เย็นๆ คลายร้อนที่ย่านทรงวาด แหล่งรวมคาเฟ่ดีไซน์เก๋สุดชิคอย่าง Na Him หรือ Wild Flower ก็ใกล้นิดเดียว ซึ่งหลังจากที่สถานีรถไฟใต้ดินวัดมังกรทดลองเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ เลยยิ่งทำให้การเดินทางมาเยาวราชกลายเป็นเรื่องง่ายสุดๆ ไม่ต้องเผชิญรถติด เจอควันพิษให้ปวดหัวอีกต่อไป คราวนี้ล่ะเราก็จะตะลุยกินฟินกับเมนูอร่อยกันได้ทุกวันแล้วค่ะ