“รู้ไหมเวลาเพื่อนๆ ยิ้ม ผมโครตมีความสุขเลยครับ”

เคยได้ยินประโยคนี้กันบ้างไหม เชื่อว่าหลายๆ คนอาจเคยได้ยินมาบ้างจาก Youtube มันเป็นประโยคที่เกิดขึ้นจากยูทูปเบอร์ชื่อดังคนหนึ่งที่เราทุกคนรู้จักกันดี นั่นก็คือ บี้ – กฤษณ์ บุญญะ หรือบี้ เดอะสกา

ชายผู้สร้างปรากฏการณ์บนโลกออนไลน์ในการทำคลิปวิดีโอล้อเลียนจนปัจจุบันเขามียอดผู้ติดตามถึง 7 ล้านคนด้วยกัน
ในครั้งนี้เรามีโอกาสได้นั่งสนทนากับเขาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ว่ากว่าจะมาเป็น บี้ เดอะสกา อย่างที่พวกเรารู้จักกันนั้น เขาผ่านอะไรมาบ้าง แล้วอะไรที่ทำให้เขายืนหยัดทำคลิปมาจนถึงทุกวันนี้

 

จุดเริ่มต้นของ บี้ เดอะสกา

 

ผมเริ่มทำคลิปตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ครับ ตอนนั้นมันเป็นช่วงสอบกลางภาค วิชาที่สอบมันยากมากๆ ก่อนหน้านี้รุ่นพี่เราเคยได้ F เกือบหมดรุ่น พอถึงรุ่นเรา ทุกคนก็เครียดกันมากเลย  ผมเองมีคาแรคเตอร์ชอบเอนเตอร์เทนเพื่อนในกลุ่มอยู่แล้ว ก็อยากจะหาอะไรทำขำๆ คลายเครียดให้เพื่อน

ช่วงนั้นกระแสการทำคลิปวิดีโอกำลังมา เราเลยตั้งกล้อง Webcam อัดลิปซิงค์เล่นไป แบบไม่มีการตัดต่ออะไรด้วยนะ เพลงชื่อ “จังซี้มันต้องถอน” เราว่ามันเหมือนกับการถอนวิชาเรียนเลยลองทำดู พอปล่อยออกไปตอนนั้นปรากฏว่าเพื่อนชอบแล้วแชร์กันเยอะมาก

หลังจากนั้นเริ่มมีคนเข้ามาบอกเราว่า ชอบมากจะทำอีกทีเมื่อไร เราก็เลยทำมาเรื่อยๆ จนครั้งนึงเรามีโอกาสทำคลิปล้อเลียนเพลงพี่บี้ เดอะสตาร์ มันเป็นเพลงที่ดีมากๆ คือเพลง “กลัวที่ไหน” เรารู้ว่าเพลงนี้มันต้องมาแน่ เราเลยลองเต้นประกอบเพลงดู พอทำออกไปคนชอบเยอะมาก มีการแชร์เพียบ เริ่มมีคนพูดถึงในรายการทีวี ผมก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

‘กลัวที่ไหน’ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตไหม

 

ยังไม่ถือว่าเปลี่ยนชีวิตอะไรนะ แต่เราประทับใจที่คนรู้จักเราเยอะขึ้นมากกว่า เราก็ยังคงทำวีดิโอออกมาเรื่อยๆ แล้วพอเรียนจบก็ทำงานตามปกติเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ 1 ปี หลังจากนั้นลาออกมาทำคลิปจริงจัง พุ่งเป้าทำลง Youtube เลยอย่างเดียว

แต่พอทำไปทำมามันไม่ได้ผลอย่างที่เราคิด เพราะก่อนหน้านี้เราคิดว่า รายได้มันจะเยอะ ปรากฏว่าพอทำจริงๆ ก็ลดลง ยอดวิวน้อยลง คนติดตามไม่ได้เพิ่มขึ้น สปอนเซอร์ยังไม่เข้า ทำอยู่ครึ่งปี เงินเก็บเราเริ่มหมด แต่ใจยังรักอยู่ จนวันนึงมีคนส่ง MV เพลง Gangnam Style มาให้ดู เราเห็นว่ามันตลกดี งั้นขอหยิบมาล้อเลียนหน่อยละกัน แต่ไม่มีตังค์จ้างนักแสดงเลยชวนแฟนคลับมาเต้นด้วยกันแล้วออกไปถ่ายเลย

 

พอทำคลิปนั้นลงไปเท่านั้นล่ะ คนดูเยอะมากเยอะเป็นประวัติศาสตร์ของช่องเลย มีรายการเรียกไปสัมภาษณ์ด้วยก็ได้เงินมานิดหน่อย มันทำให้เราเห็นช่องทางว่า Youtube มันยังเป็นไปได้เลยทำต่อ จนได้เปิดเป็นบริษัท The Ska Film ในที่สุด

ตอนเปิดบริษัทของตัวเอง มีคำว่าเจ๊งเกิดขึ้นในหัวรึเปล่า

 

เราไม่ได้กลัวเจ๊งเลยนะ เราเปิดหวังเจ๊งด้วยซ้ำบริษัทนี้ ถ้าเจ๊งก็ดี เราล้มเร็วตอนอายุยังน้อย มันยังมีโอกาสเปิดใหม่ ได้มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่ปัจจุบันมันยังอยู่นะไม่เจ๊ง(หัวเราะ) เราจะสร้างทีมไปเรื่อยๆ คอยเติมในส่วนที่ขาดและพัฒนาทีมให้เก่งขึ้นอยู่เสมอ

ชีวิตสุดพลิกผันจากเด็กวิศวะสู่ผู้บริหารที่ต้องเรียนรู้งานด้านธุรกิจ

 

มันเปลี่ยนชีวิตไปเหมือนกันนะ เพราะว่าก่อนหน้านี้เราเองไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับธุรกิจมาก่อนเลย พ่อแม่รับราชการ ผมก็ต้องอาศัยขอคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ที่รู้ในด้านนี้ เราเองก็ต้องค่อยๆ พัฒนาและแก้ปัญหาไป ทุกอย่างที่เราทำในชีวิตผมเชื่อว่ามันมีปัญหาหมดนะ แต่เราจะแก้ไขหรือจะผ่านมันไปได้อย่างไรมากกว่า และเมื่อเราผ่านมันไปแล้วเราก็จะเข้มแข็งขึ้น

เราไม่ได้กลัวเจ๊งเลยนะ เราเปิดหวังเจ๊งด้วยซ้ำบริษัทนี้ ถ้าเจ๊งก็ดี เราล้มเร็วตอนอายุยังน้อย มันยังมีโอกาสเปิดใหม่ ได้มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น

 

กระแสตอบรับที่เข้ามาทั้งดีและไม่ดี บี้ อ่านหมดทุกอย่าง

 

ผมอ่านหมดนะ ทั้งด้านดีและไม่ดี ช่วงแรกๆ มีด้านลบเยอะกว่าปัจจุบันมากๆ เพราะในตอนนั้นเราทำอะไรที่มันแตกต่างจากคนอื่นเราเหมือนเป็นแกะดำในสังคมเลย เหมือนคนที่เรียกร้องความสนใจ มีคนถามเสมอว่า ทำคลิปไปทำไม ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสารในชีวิต คนก็ด่าว่าเอาเวลาไปช่วยเหลือสังคมดีกว่าไหม ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดถ้าเขาจะมองแบบนั้น แต่จุดประสงค์ของผมทำคือเพื่อความสนุกของตัวเองและทำให้คนดูมีรอยยิ้ม ผมก็มีความสุขแล้ว

ผมเลยตั้งสโลแกนขึ้นมาว่า “รู้ไหมเวลาเพื่อนๆ ยิ้ม ผมโครตมีความสุขเลย” พอทำไปเรื่อยๆ กระแสตอบรับก็ดีขึ้น มันพิสูจน์อะไรได้หลายอย่างแล้ว และเราก็สามารถเลี้ยงครอบครัวตัวเอง ครอบครัวของทีมงานได้ แต่อย่างที่ผมบอก สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาลองทำงานในวงการนี้ใหม่ๆ ก็จะเจอปัญหาแบบผมเหมือนกัน มันยังไม่มีข้อพิสูจน์ชี้วัดว่า ทำคลิปแล้วจะประสบความสำเร็จนะ เรื่องกระแสตอบรับอ่ะ มันจากหลายทาง บางคนเข้ามาด่าแบบไม่มีเหตุผลอันนี้ผมจะไม่สนใจ แต่ถ้าเป็นคอมเม้นต์เชิงติเพื่อก่อให้เราพัฒนา ผมจะอ่านและขอบคุณเขามากๆ เพราะมันจะทำให้เราพัฒนาตัวเอง

คนถามเราเสมอว่า ทำคลิปไปทำไม ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสารในชีวิต คนก็ด่าว่า เอาเวลาไปช่วยเหลือสังคมดีกว่าไหม ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดถ้าเขาจะมองแบบนั้น แต่จุดประสงค์ของผมทำคือเพื่อความสนุกของตัวเองและทำให้คนดูมีรอยยิ้ม ผมก็มีความสุขแล้ว

ครอบครัว THE SKA ที่เติบโตขึ้น

 

รู้สึกดีใจนะที่ทุกคนเข้ามาอยู่ในชีวิตผม ผมโชคดีด้วยที่ได้ทีมงานเก่งและมีความสามารถ เวลาเราทำงานแล้วเราเจอคนเก่งๆ เราอยากให้เขาพัฒนาต่อ ผมเองก็มีไอเดียที่อยากให้เขาได้ทำในสิ่งที่ต้องการ ผมให้ไอเดียทุกคนเลยว่า ลองทำช่องหรือรายการของตัวเองกันดูไหม ทีมงานแต่ละคนเขาก็มีไอเดียที่แตกต่างกัน เช่น รายการ The Snack, Epic toy ที่หลายคนน่าจะเคยได้ดูกัน เราให้ลงมือทำเลย  ไม่ว่าจะเป็นคนตัดต่อ ครีเอทีฟหรือจะเป็นช่างกล้องก็ตาม พวกเขาทำหน้าที่ในบริษัทและทำในส่วนที่เขาอยากทำได้ด้วย ทุกคนเก่งมาก ที่ผมมีวันนี้ได้เพราะทีมงานทุกคนคอยช่วยเหลือ พวกเขาเก่งและมีคุณภาพมากๆ เราทุกคนเลยได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน

 

ตัวตนที่แท้จริงของ บี้ เดอะสกา

 

ผมเป็นคนค่อนข้างโฟกัส เวลาผมทำอะไร ผมจะอยู่กับมันและทำมันให้ดีที่สุด  ช่วงหลังๆ ผมต้องดูหลายอย่างมาก ทั้งธุรกิจ การบริหารทีม คอนเท้นต์ต่างๆ มันไม่ใช่แค่เราทำคลิปอย่างเดียว เราต้องคิดด้วยว่าจะทำยังไงให้ธุรกิจเราโต แต่ถ้ามองอีกมุมนึง เราก็ยังดำเนินชีวิตด้วยความสนุก ผมเป็นคนสนุกกับสิ่งที่ทำตลอดครับ

 

บี้คนเดิมเพิ่มเติมคือรักแฟนคลับ

 

เรารู้สึกดีเสมอเวลาไปเจอแฟนคลับ มีคนเข้ามาขอถ่ายรูปเรา เข้ามาทัก มันรู้สึกดีมากๆ มันแสดงว่า สิ่งที่เราทำไปมันมีผลนะ ไม่ใช่แค่ทำออกไปเฉยๆ ผมไม่เหนื่อยเลยกับการที่คนจะเข้ามาขอถ่ายรูป  ผมพร้อมที่จะพูดคุยกับทุกคน ผมมองว่าทุกคนเป็นเพื่อนผม

ความรู้สึกของการได้มาเป็น LINE IDOL ของบี้ เดอะสกา

 

รู้สึกดีนะ รู้สึกว่าเป็นอีกช่องทางนึงที่เปิดโอกาสให้กับเรา อย่างที่บอกผมไม่ค่อยปิดกั้นตัวเอง มันเป็นอีกช่องทางนึงที่เราจะได้พบปะกับทุกคนได้มากขึ้น

ทำไมต้องติดตาม บี้ เดอะสกา ใน LINE IDOL

 

ในนี้มันจะมีแก็กหรือมุขที่จะทำให้ทุกคนได้ดูเพื่อสร้างรอยยิ้มในทุกวัน อย่างเช่น ตอนเช้าเปิดเข้ามาดูของผม คุณก็จะได้ความสุขและรอยยิ้มแน่นอนครับ คอนเฟิร์ม!  กดแอดผมเลย LINE@BIETHESKA ขอบคุณครับ

 

Gandit Panthong
Hattrick Magazine