ถ้าพูดถึงเดือนสิงหาคม แน่นอนว่าทุกคนต้องนึกถึง “แม่” คนที่มอบความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับ “ลูก” อย่างไม่มีเงื่อนไข คนที่พร้อมจะดูแลและรักคนๆ หนึ่งได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ แม้ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน เช่นเดียวกับแม่คนนี้ แม่ชิ – ชิสากัญญ์ บุญลัภยานันท์ คุณแม่ของ ก๊อตจิ – ทัชชกร บุญลัภยานันท์ จากช่องรายการ “เกษียณสำราญ Happy Retire” ที่รักลูกเพราะลูกคือลูก และไหนๆ ช่วงนี้ก็ยังอยู่ในห้วงเดือนแห่งวันแม่ เราจึงไม่พลาดโอกาสที่จะคว้าตัวคู่แม่ลูกสุดฮอตคู่นี้มานั่งพูดคุยถึงเรื่องราวความสัมพันธ์สนุกๆ ของทั้งคู่ ที่รับประกันเลยว่าความน่ารักและความผูกพันของแม่ลูกคู่นี้จะทำให้คุณมีความสุข สนุกไม่แพ้ในรายการเกษียณสำราญแน่นอน 

 

ความรู้สึกของคู่แม่ลูก เมื่อต้องมาถ่ายรายการ “เกษียณสำราญ” ด้วยกัน

แม่ชิ : สนุกดีค่ะ ไม่เหงา เหมือนมีอะไรทำ ได้ออกไปที่โน่นที่นี่ ได้เจอน้องทีมงาน เป็นเพื่อนต่างวัย

ก๊อตจิ : ปกติก็ไม่เห็นว่าแม่เขาจะเหงานะหลังจากเกษียณ เขาก็จะบอกว่าฉันไม่เห็นเหงาเลย ตื่นเช้ามาก็ต้องไปส่งลูก ทำกับข้าว กลับมาก็ทำงานบ้าน เตรียมข้าวกลางวันข้าวเย็น ก็คือเขาไม่ได้รู้สึกเหงาอยู่แล้ว แต่พอได้มาทำรายการก็ทำให้เขาได้มีอะไรทำมากขึ้น ซึ่งตอนแรกแม่เขาก็มีเกร็งๆ นะ คนไม่เคยออกกล้องมาก่อน จะต้องพูดอะไร ทำอะไร จะสนุกไหม คนดูแล้วเขาจะโอเคหรือเปล่า แต่พอรายการออนแอร์ไป ได้รับผลตอบรับที่ดีกลับมา เรากับแม่ก็ดีใจ

 

เมื่อคู่แม่ลูกต้องมาทำงานร่วมกันเป็นยังไงบ้าง

แม่ชิ : เหมือนไม่ได้มาทำงานนะ เหมือนมาคุยกันเล่นกันมากกว่า อย่างปกติเวลาก๊อตจิเขาอยู่บ้านเนี่ย แม่ก็จะปล่อยให้เขานอนพักผ่อนไป ไม่ได้ให้ทำอะไร แม่ก็จะทำอยู่คนเดียวมากกว่า ทำไปเรื่อยเปื่อย ทำโน่นนี่นั่นให้เขา ทำขนมบ้าง ผลไม้บ้าง เตรียมไว้ให้เขา จะเรียกว่านางนอนกินอย่างเดียวก็ได้  เวลาออกไปเจอคนข้างนอกคนรู้จัก เขาก็จะทักบอกว่าพูดตามสคริปต์รึเปล่า แม่ห้าวนะเนี่ย แม่ก็บอกว่าไม่มีนะ พูดตามปกติธรรมชาติของเรา ตามนิสัยของเราเลย 

ก๊อตจิ : ในรายการกับชีวิตปกติก็เหมือนกันเลย เหมือนการพูดคุยปกติในชีวิตประจำวันอยู่แล้วไม่ต่างกัน ดังนั้นมันเลยไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการทำรายการสักเท่าไหร่ แค่มันคือกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เรากับแม่ได้ทำร่วมกันมากกว่า คนดูก็จะรู้สึกว่ามันเป็นธรรมชาติเนอะ เหมือนเป็นการคุยปกติ เพราะว่ามันไม่ได้มีสคริปต์อะไรเลยจริงๆ

 

หลังจากถ่ายรายการไปความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไปไหม

ก๊อตจิ : เหมือนเดิมนะ อาจจะเพิ่มขึ้นในแง่ของการมีเรื่องใหม่ๆ ให้คุยกัน อย่างแม่ก็จะมาถามแล้วว่าใส่ชุดนี้ออกรายการดีไหม ใส่ชุดนี้น่ารักไหม มีการฟิตติ้งชุดเกิดขึ้น หรือมีการคุยกันว่าจะทำอะไรในรายการดี ทำนั่นทำนี่ไหม 

 

แนวคิดในการเลี้ยงลูกของแม่ชิ

แม่ชิ : แนวคิดคือไม่มีเลย แม่ได้เลี้ยงเขาก็ช่วงที่แม่พักคลอด หมดช่วงเวลาลาพักคลอดแม่ก็กลับไปทำงาน ป๊าก็จะเป็นคนเลี้ยงเขาต่อ ป๊าเป็นคนเลี้ยงดู ทำทุกอย่าง เช็ดขี้ เช็ดเยี่ยว ป๊าซื้อตำราวิธีการเลี้ยงลูกอะไรแบบนี้มาดูด้วยนะ 

พี่ก๊อต : ส่วนมากพ่อจะเป็นคนเลี้ยงเรา เพราะว่าสมัยก่อนแม่ทำงานประจำ แล้วพ่อลาออกจากงานประจำเพื่อมาเลี้ยงเราเลยตอนเด็กๆ แล้วก็เลี้ยงมาจนโต ถึงแม้ว่าพ่อจะเลี้ยงเรามามากกว่า แต่เราจะรู้สึกว่าเราสนิทกับแม่มากกว่าอยู่ดี เพราะเราแบบเป็นกะเทยด้วยมั้ง เป็นแบบนี้ เราเลยรู้สึกว่าแบบกลัวพ่อนิดนึง อาจจะเพราะการเลี้ยงของทั้งคู่ไม่เหมือนกันด้วย อย่างแม่จะเลี้ยงแบบสบายๆ เหมือนเพื่อนคุยกัน ส่วนพ่อจะมีความเข้มงวดกว่า เพราะเขาเป็นคนมีระเบียบวินัย เขาก็จะมีการวางรากฐานให้เราว่าตอนเด็กๆ ต้องเรียนแบบนี้แบบนั้น ต้องเข้าโรงเรียนนี้นะ แต่เขาไม่ได้บังคับเราตอนเรียนต่อมหาวิทยาลัยนะ เขาแค่วางรากฐานมาให้เฉยๆ เราเลยรู้สึกว่าการเรียนหนังสือ คือหน้าที่ของเราและเราต้องเรียนให้ดี แล้วพ่อเขาก็ขู่เราด้วยว่าถ้าไม่เรียนหนังสือจะส่งไปเลี้ยงควายที่ร้อยเอ็ด ก็รู้สึกกลัวมาก เลยตั้งใจเรียนเพราะไม่อยากไปเลี้ยงควาย

 

เวลาไม่สบายใจ มีปรึกษาคุณแม่ไหม

ก๊อตจิ : ไม่ค่อยปรึกษานะ มันไม่รู้จะเอามาปรึกษายังไง หรือบางทีเราก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจด้วย เพราะเราก็ใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้เป็นเด็กที่มีปัญหารุนแรงจนต้องเอามาปรึกษา

แม่ชิ : ไม่มีเลย นอกจากแม่จับสังเกตแล้วถามเอง ขนาดเรื่องเพศเขาก็ไม่ได้เอามาปรึกษานะ แต่ตอนที่รู้แม่ก็เฉยๆ นะ ยังไงก็ลูกเรา จะเป็นเพศไหนก็โอเคทั้งนั้น แม่ยังเคยพูดเลยว่า แม่ผิดเองหรือเปล่าตอนท้อง คือแบบเราสองจิตสองใจไงว่า ฉันอยากได้ลูกผู้หญิงหรือฉันอยากได้ลูกผู้ชาย 

พี่ก๊อต : เรื่องนี้เราก็คิดนะว่าพ่อกับแม่รู้อยู่แล้วแหละ 

แม่ชิ : แม่ไม่ได้รู้ขนาดนั้นนะ เพราะเราไม่ได้มาสนใจ ไม่ได้มานั่งสังเกตว่าลูกเราจะเป็นหรือไม่เป็น วันๆ หนึ่ง ไม่ได้มานั่งสังเกตลูกว่าเขาเป็นกระเทยหรือเปล่า

พี่ก๊อต : พ่อกับแม่เราเขาไม่ได้สนใจหรอก คนรอบข้าง คนนอกมากกว่าที่จะมาสังเกตแล้วบอก อาจจะเพราะว่าเขาเป็นห่วงด้วยส่วนหนึ่งที่เขามาบอกว่ามันจะแก้ไขไหม หรือด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเขาเราก็ไม่อาจจะทราบได้เนอะ แต่ว่าอย่างพ่อแม่อะสนิทกับเรา อยู่กับเราตลอดเวลา เขาก็อาจจะรู้บ้างอะไรบ้าง ระแคะระคายบ้าง  แต่เขาไม่ได้สนใจ

แม่ชิ : แม่ก็ไม่ได้ตกใจฟ้าผ่า ไม่ได้ว่าลูกฉันเป็นกะเทย ลูกฉันเป็นแบบนี้แล้วฉันต้องทำยังไงกับชีวิตต่อไปดี ไม่ใช่อย่างนั้นไง เรามีลูกมาเพื่ออะไร เพื่อที่เราจะให้ความรักเขาใช่ไหม ไม่ใช่พอว่าเขาเป็นไม่ตรงเพศแบบนี้ ถึงกับฉันจะต้องเกลียดแก ฉันไม่รักแกแล้วอะไรแบบนี้ 

 

“ก๊อตจิ” คือความภาคภูมิใจของพ่อแม่

แม่ชิ : ตอนที่เขาเริ่มทำเทยเที่ยวไทย แล้วมีผลตอบรับกลับมาดี มีแต่เรื่องดีๆ เข้ามา ยังดีใจภูมิใจในตัวเขาเลย ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเปิดให้คนเพศนี้ได้ออกมามีที่ยืนในสังคม อย่างสมัยก่อนเขาเป็นก็จะปิดบังกันใช่ไหม พอลูกเรามาทำรายการ ก็ทำให้คนเปิดกว้างมากขึ้น สังคมยอมรับคนเพศที่สามมากขึ้น มีที่ยืนที่จะมาทำงานในสังคมนี้ได้ ก็แอบดีใจลึกๆ และภูมิใจกับลูก

 

ช่วงเทศกาลวันแม่ที่ผ่านมามีเตรียมของขวัญให้แม่ไหม

ก๊อตจิ : ไม่

แม่ชิ : ไม่มีนะ สมัยเด็กๆ อาจจะมีแต่โตมาไม่มีเลย แม่ก็นั่งรอ ไม่ใช่หรอก คือเราอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวอยู่แล้วเป็นปกติ อยู่ด้วยกันตลอดเวลาอยู่แล้ว มันก็เลยไม่ได้ขาดส่วนที่ว่าลูกจะต้องมาทำอะไรให้ ไม่ต้องมากราบเท้าหรืออะไร แต่กับครอบครัวอื่นลูกๆ ไปทำงานไกลไม่ได้อยู่ด้วยกัน ต้องห่างกัน ก็ขอแค่ถ้ามีเวลาก็กลับไปพบพ่อแม่หน่อย พ่อแม่แค่อยากเจอลูกแค่นั้นเอง ไม่ใช่ว่าอะไรหนักหนา ส่วนแม่กับก๊อตจิที่อยู่ด้วยกันทุกวัน แม่ก็ไม่มีเบื่อเขานะ แต่เขาจะเบื่อหรือเปล่าไม่รู้ไง แม่ไม่เบื่อกับคนนี้หรอก เหมือนกับว่าแม่แอบรักคนๆ หนึ่งอะ คือแม่มีลูกมาก็เพื่อจะมารักเขาอะไรอย่างนี้ ก็เหมือนทุกวันนี้ที่เราทำ อยู่ได้ก็เพื่อมีลูกมาให้ทำนู่นทำนี่ ก็คือทุกอย่างที่ทำก็ทำเพื่อลูก

 

แผนการทำงานในอนาคตของ “ก๊อตจิ”

ก๊อตจิ : ไม่ได้วางแผนอะไรขนาดนั้นนะ รู้สึกว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะตอนนี้คนยังชอบดู ยังอยากดูรายการที่เราทำอยู่ เราก็ไม่รู้ว่าวันหนึ่งเราอาจจะหมดความนิยมเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตอนนี้ในเมื่อยังมีคนสนุกกับสิ่งที่เราทำ เราก็ทำให้เต็มที่ที่สุด อย่างน้อยวันหนึ่งถ้าคนไม่ชอบเราแล้ว ในจุดหนึ่งเราก็เคยทำให้คนสนุกและมีความสุขนะ ก็คิดว่าจะยังทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ แหละ จนกว่าคนจะไม่นิยม ถึงเวลานั้น อนาคตก็ค่อยมาดูกันอีกทีว่าจะขยับขยายไปทางด้านไหน 

 

ในฐานะที่เป็นลูกคนเดียว วางแผนกับครอบครัวยังไง

ก๊อตจิ : ตอนนี้เราก็ไม่ถึงกับเป็นหัวหน้าครอบครัว ตอนนี้พ่อแม่ยังอยู่ ก็มีหลายๆ อย่างที่พวกเขาเป็นคนจัดการอยู่ พ่อแม่เขาไม่ค่อยมาพึ่งพาเราเรื่องเงินเท่าไหร่ เพราะเขาก็มีเงินของเขาอยู่แล้ว เราอาจจะต้องคิดวางแผนในส่วนอนาคตมากกว่า เวลาที่พ่อแม่แก่เฒ่าเราต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งนะ เอาไว้เผื่อรักษาท่าน เผื่อเอาไปดูแลท่านในยามป่วยนะ มันเป็นในตรงนั้นมากกว่า

 

นิยามคำว่า “แม่ชิ” ของก๊อตจิ

ก๊อตจิ : “แม่ชิ” เป็นทุกอย่าง  แม่เป็นทุกอย่างจริงๆ เราโตมากับครอบครัวเราก็จะเห็นแล้วว่าแม่ทำอะไร พ่อทำอะไร และสิ่งที่พวกเขาทำมันสามารถยึดเอามาเป็นตัวอย่างได้เหมือนกันในการดำเนินชีวิต ที่อย่างที่แม่บอกว่าแม่ไม่ใช่คนทะเยอทะยาน อยากได้นู่นอยากได้นี่ คือเรารู้สึกนะว่าเราเป็นแบบนั้นเหมือนกัน เราอาจจะไม่ได้ยึดว่าเราจะเป็นแบบแม่เราจะทำแบบนี้ ไม่ได้เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรม แต่พอมาคิดแล้ว เออเราเป็นคนแบบนี้เหมือนกันนี่ เราว่าครอบครัวมันสำคัญนะ เพราะมันคือเบ้าหลอมเราขึ้นมาแบบที่เราไม่รู้ตัว ว่าเราจะเป็นคนยังไง ดังนั้นครอบครัวสำคัญนะ ถ้าเกิดว่าครอบครัวเราอบอุ่นอยู่แล้ว เราก็จะไม่ต้องการอย่างอื่นอีก มันรู้สึกว่าไม่ขาด เราก็จะไม่ไปขวนขวายหาความรักจากที่อื่น เพราะมันมีความรักจากครอบครัวอยู่แล้ว