10 ปีที่แล้ว จอห์น วิญญู เริ่มต้นทำรายการบนโลกออนไลน์ ในวันที่ยังไม่มีใครกล้าเสี่ยง การเดินทางของเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อตอนนั้นวงการโฆษณายังมองว่าสื่อออนไลน์เป็นเพียงของแถมจากโทรทัศน์เท่านั้น

 

Read Alert จะพาทุกท่านไปสำรวจเส้นทางบนถนนออนไลน์ตลอด10 ปี ผ่านเรื่องราวและมุมมองของผู้ริเริ่ม ว่าทำไมวันนั้นเขาถึงกล้าเสี่ยงกับสื่อใหม่ ทุกวันนี้ละโลกออนไลน์เป็นอย่างไรแตกต่างจากตอนเริ่มต้นใหม่ แล้วในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร ผ่านสายตาผู้ชายที่ว่า จอห์น วิญญู

 

ปล. หากคุณกำลังจะเริ่มอ่านบทสัมภาษณ์นี้ เราขอแนะนำให้คุณลองไปชม’รายการเจาะข่าวตื้น’สักเล็กน้อยพอให้จดจำน้ำเสียง ลักษณะการพูดของเขา เราขอรับรองว่าคุณจะได้รับอรรถรสจากการอ่านบทสัมภาษณ์นี้เพิ่มมากขึ้นแน่นอน

 


 

ตอนนั้นทำไมถึงเริ่มไปทำรายการบนอินเตอร์เน็ต

 

มันเริ่มมากจากเราอยากจะทำรายการโทรทัศน์นี่แหละครับ แต่ตอนนั้นมันไม่ได้มี Digital TV แบบตอนนี้ มันมีแค่ช่อง 3 5 7 9 11 ช่อง 5 รายการเขาก็จะผูกกับ GMM หรือ RS ช่อง 9 เขาก็มีเงื่อนไขมากมาย ช่อง 11 เรตติ้งมันก็ไม่คุ้มค่าที่จะจ่าย

 

ตอนนั้นเราก็เข้าไปในแต่ละช่องเอารายการไปเสนอเป็นสไตล์คล้ายๆ เจาะข่าวตื้นแล้วก็มีอีกรายการก็คือ ’เก้าอี้เสริม’ ที่ทำกับพี่พล่ากุ้ง ก็เอาไปเสนอพร้อมกัน ทั้งช่อง 3 กับช่อง 7 ส่วนช่อง 5 นี้ไม่ต้องพูดถึงเพราะเวลาพูดถึงเรื่องข่าวมันก็จะโดนสกรีนพอสมควร

 

พอไปเสนอทางช่องเขาก็แบบ อึ๊ย!ไม่เอา มันคือรายการอะไรอะ เขารู้สึกมันแปลกไม่ชินกับรูปแบบรายการ เขาจะคุ้นชินกับรายการที่ต้องถ่ายในสตูจัดแสงจัดไฟยิ่งใหญ่อลังการ ฟีลรายการ อาต๋อย ‘ทูเดย์โชว์’ อะไรแบบนั้น ซึ่งเราก็รู้สึกว่า โอ้โห้!! งบประมาณมันก็สูงแล้วมันก็ไม่ได้นำเสนออะไรใหม่ให้กับคนดู เลยรู้สึกว่าต้องหาช่องทางอื่นๆ เราก็เลยไปเริ่มทำรายการในออนไลน์ก่อนด้วยการเปิดเว็บไซด์ก็คือ IHERE TV ก็มีคนดูในระดับหนึ่งนะ แต่ตอนนั้นอินเตอร์เน็ตก็ยังไม่ค่อยเปรี้ยงปร้างเท่าไหร่

 

หลังจากนั้นประมาณ 2 ปีกว่าๆ พวกจอห์นก็ถึงโยกย้ายมาเป็น Spokedark เราก็ถึงเริ่มอัพ content ใน Youtube คนก็เริ่มดูกันเยอะมากขึ้น ตอนนั้นทำเรื่องสอบ O-net A-net แล้วก็มีเรื่องการเมืองเสื้อเหลืองเสื้อแดง มันก็เลยทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น

 

แต่ว่าสิ่งที่มันทำให้ Spokedark บูมขึ้นมาจริงๆ คือเมื่ออินเตอร์มันเข้าถึงโทรศัพท์ที่อยู่ติดตัวทุกคนมันเลยทำให้คนเข้าถึงเราได้ง่าย เลยทำให้อยู่รอดมาจนตอนนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นความโชคดีด้วย(หัวเราะ) ตอนนั้นก็เกือบจะเลิกทำแล้วเพราะมันไม่ได้ตอบโจทย์ทางธุรกิจ เราก็ใช้เงินตัวเองลงทุนทั้งนั้น

10 ผ่านไป โลกออนไลน์เปลี่ยนไปเยอะไหม

 

เปลี่ยนเยอะมาก อย่างตอนแรกที่จอห์นมองว่า สื่อบนอินเตอร์เน็ตเหมือนเป็นการทำรายการ ตอแรกเราก็จะมองเฉพาะรูปแบบรายการ แต่พอมานั่งคิดดูมันสามารถทำเป็นสถานีได้นี่หว่า แบบ‘เสือร้องไห้‘ เขามีช่องเสือร้องไห้แต่ว่าข้างในก็มีcontent ที่หลากหลายเช่น เกมส์ หวย กิน อะไรต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นรายการที่อยู่ในสถานีเสือร้องไห้ จอห์นก็เริ่มจับ Target กลุ่มที่หลากหลายมากขึ้นคนที่ชอบเรื่องข่าวสารก็มาดู เจาะข่าวตื้น คนที่ชอบเรื่องบิวตี้ก็ดู โมเม พาเพลิน ใครที่ชอบดูบันเทิงวาไรตี้ก็ดู เก้าอี้เสริม พลอยแอนด์บอย ดูป้าตือ ดูที่ช่องเราได้ตลอด

ความเปลี่ยนแปลงหลักๆ คือ ความหลากหลายของคนดูเพิ่มมากขึ้น

 

กว้างจริงๆ คนดูของเราก็มีตั้งแต่เด็ก ม.ต้น ไปจนถึงคุณป้าวัย 80 90 ยังดู ความหลากหลายก็ต้องเพิ่มขึ้นตามคนดู มันก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เพราะว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมามันมีการ Introduce ความรู้แบบใหม่ของ Youtube และ Facebook ที่บอกว่า เห้ย! ถ้าจะทำ content ให้มันตรงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ก็ต้องเปิดเพจหรือแชนแนลให้มันตรงไปเลย

 

เพราะอย่าง Spokedark TV มีคนฟอลโลว์อยู่ 3 ล้านกว่าก็จริง แต่ว่าประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นเป็นผู้หญิง ซึ่งส่วนใหญ่เขาไม่ได้สนใจข่าวการเมือง หรือ ไอพวกเด็กผู้ชายเล่นกันแบบมุกควายเครียด มันไม่ใช่สไตล์เว้ย(เสียงล้อเลียนกลุ่มตัวอย่างชาวบ้านผู้หญิง)
เพราะฉะนั้นก็ต้องไปเปิดเพจใหม่เฉพาะแต่ละรายการให้มันตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น

 

 “สื่อออนไลน์มันเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีไอเดีย ให้พวกเขาสามารถโชว์ของกัน ทุกวันนี้มันใช้ทุนน้อยลงแค่คุณมีอุปกรณ์อะไรนิดหน่อย คุณก็สามารถครีเอท content ของคุณได้ แน่นอนว่าการแข่งขันมันต้องสูงขึ้น แต่มันก็ดียิ่งแข็งขันสูงยิ่งทำให้คนดูมีตัวเลือกเยอะ”

 


 

ระหว่าง ออนไลน์ กับ ทีวี จอห์นชอบอะไรมากกว่ากัน เพราะอะไร

 

เอาจริงๆ ผมแฮปปีกับการทำออนไลน์มากกว่านะ มันมีอิสระมากกว่า ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ทุกวันนี้ทำรายการข่าว ขนาดข่าวบันเทิงที่มันควรจะสนุกสนานตลก กลับกลายเป็นว่าเรื่องบางอย่างห้ามถาม บางอย่างทำไม่ได้ เพราะข้อจำกัดของทีวีมันเยอะมาก รวมถึงกรอบของเวลาด้วย

 

แบบบางทีความสนุกมันพึ่งจะเริ่มเอง แต่เราดั้นมีเวลาสัมภาษณ์แขกคนนี่ได้ 5 นาที 45 วินาทีเท่านั้นอะไรแบบนี้ มันน่าเสียดายมากๆ ผมเลยว่าออนไลน์มันอิสระมากกว่า ทั้งเรื่องเวลา แล้วก็เนื้อหาต่างๆ

 

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ สื่อออนไลน์มันเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีไอเดีย ให้พวกเขาสามารถโชว์ของกัน ทุกวันนี้มันใช้ทุนน้อยลงแค่คุณมีอุปกรณ์อะไรนิดหน่อย คุณก็สามารถครีเอท content ของคุณได้ มันเหมือนกับเราในตอนนั้นเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว เราก็อยากทำอยากนำเสนอแต่ไม่มีช่องทาง แต่สมัยนี้คุณมี Youtube มี Facebook หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ที่จะ broadcast ผลงานของตัวเอง แน่นอนว่าการแข่งขันมันต้องสูงขึ้นแต่มันก็ดียิ่งแข็งขันสูงยิ่งทำให้คนดูมีตัวเลือกเยอะ

 

 

ในอนาคตจอห์นคิดว่า ออนไลน์ จะสามารถมาแทนทีวีได้ไหม

 

ผมก็รู้สึกว่ายังไงทีวีมันไม่ตายหรอกยิ่งโดยเฉพาะในบ้านเรามันยังคงอยู่ต่อไปอีกนานเลย ผมมองว่าทั้งทีวีและออนไลน์น่าจะอยู่คู่กัน ออนไลน์จะช่วยส่งเสริมคุณภาพของทีวีในทางหนึ่ง ตอนนี้คนก็กำลังดูออนไลน์กันเยอะ เพราะฉะนั้นทีวีเองก็จะต้องพัฒนาตัวเองปรับปรุงคุณภาพทำยังไงให้คนยังดูอยู่ หรือแม้กระทั่งทางเอเจนซี่หรือผู้สนับสนุนทั้งหลายก็ต้องมีความใจกว้างมากพอที่จะเปิดใจและยอมรับว่า เห้ย! ทุกวันนี้มันไม่ใช่แค่ว่าเขาดูแค่บนทีวีกันแล้วนะ ตอนนี้มันมี second screen แล้วหรือว่าบางคนดูทีวีอยู่บนมือถือ เพราะฉะนั้นเขาก็น่าจะต้องให้มูลค่าออนไลน์แล้วเหมือนกัน

 

“แค่ตอนปล่อย content ออกไป ช่วยคิดให้มันละเอียดอีกนิดหนึ่ง เพราะนอกจากที่มันทำเงินให้คุณได้แล้ว อยากให้คิดว่ามันเป็นประโยชน์เปล่าวะ คิดถึงคนดูในแง่คุณภาพให้มากขึ้นแล้วมันจะทำให้คุณอยู่ได้นานขึ้น ตัวคุณเองก็จะโอเคกับตัวเองตรงที่ว่าไม่ได้ส่งอะไรแย่ๆออกไปเพียงแค่เรียกยอดเท่านั้น”


โลกออนไลน์ ในบ้านเรามันจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

ผมว่ามันยังไปได้อีกไกลครับ แต่มีหนึ่งที่ผมห่วง creator ในเมืองไทย คือในต่างประเทศมันเห็นผลเพราะว่าคนและดูเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้เยอะ ผมกังวลมากบางที creator จะแคร์ยอดอย่างเดียว บางทีคุณต้องรู้ตัวด้วย ว่าคุณเป็นสื่อ เพราะฉะนั้นต้องคิดด้วยว่าเราจะนำเสนออะไรออกไป

 

อย่างผมมีลูกแล้ว ผมก็คิดเหมือนกันว่าไอสิ่งที่เราเคยทำไปมันเป็นประโยชน์หรือเปล่าวะ? คำถามที่เราตั้งออกไปมันทำให้คนได้คิดหรือทำอะไรให้มันดีขึ้นไหมทั้งกับตัวเองและสังคม ผมเลยอยากจะฝากถึงคนที่ทำออนไลน์อยู่แล้วและดัง หรือว่าคนที่กำลังจะก้าวเข้ามาทำในโลกออนไลน์ อย่าคำนึงแค่ยอดอย่างเดียว

 

จำได้ไหมอย่าง กรณีของ Logan Paul ที่มันถ่ายคลิปคนแขวนคอตายที่ญี่ปุ่น “แล้วมันแบบก็เห้ยๆ แมร่งเอ้ย สุดยอดเลย  หูยๆ ว้าวๆ” (เสียงล้อเลียน) เพื่อเรียกยอดแต่ทุกอย่างก็แบบ back firer กลับไปช่องเขาโดน dislike หรือ unfollow ไปเป็นล้าน อันนั้นกระทบโดยตรงมันรู้สึกได้ แต่บางทีมันก็ไม่ได้ขนาดนั้น อาจจะมีคนดิสไลก์ อยู่ 5000 มีคนไลก์อยู่แบบ 70000

 

จอห์นก็แค่อยากให้คิดว่าตอนปล่อย content ออกไป ช่วยคิดให้มันละเอียดอีกนิดหนึ่ง เพราะนอกจากที่มันทำเงินให้คุณได้แล้ว อยากให้คิดว่ามันเป็นประโยชน์หรือเปล่าวะ คิดถึงคนดูในแง่คุณภาพให้มากขึ้นแล้วมันจะทำให้คุณอยู่ได้นานขึ้น ตัวคุณเองก็จะโอเคกับตัวเองตรงที่ว่าไม่ได้ส่งอะไรแย่ๆออกไปเพียงแค่เรียกยอดเท่านั้น

 

หมายถึงว่าจอห์น อยากให้Creatorทุกคนตระหนักว่าตัวเองคือ’สื่อ’ ?

 

ครับ คือคุณไม่ได้จำเป็นจะต้องเป็นถึงแบบสื่อดีเด่นหรือยอดเยี่ยมอะไรหรอก  แค่อยากให้รู้ว่าตอนนี้คุณมีอำนาจอยู่ในมือแล้วนะ คุณเป็นสื่อการเป็นสื่อมันมีอำนาจนะ คุณมีคนมากดติดตามแชแนลของคุณเพียงแค่คนเดียวก็ถือว่าคุณมีอิทธิพลกับเขาคนนั้น ไอเดียและมุมมองของคุณมันส่งผลไปถึงเขา เพราะฉะนั้นคุณก็ควรที่จะต้องมีความรับผิดชอบด้วยครับ ทำเอามันส์ทำเอาสนุกเต็มที่ได้ แต่ก็ควรคำนึงถึงส่วนนี้กันนิดนึง

 

มีช่องใน Youtube ที่ชอบไหมเพราะอะไร

 

ผมชอบของ CaseyNeistat คนนี้ก็ทำ contentได้ดี แบบมันเวิร์คมาก ผมชอบวิธีการตัดต่อ วิธีการเล่าเรื่อง เขาสามารถเล่าเรื่องชีวิตประจำวันของเขาให้มันออกมาเหมือนรายการทีวีแบบที่โอโห้มูลค่าโคตรสูง

 

 

 

“แค่อยากให้รู้ว่าตอนนี้คุณมีอำนาจอยู่ในมือแล้วนะ คุณเป็นสื่อการเป็นสื่อมันมีอำนาจนะ แค่มีคนติดตามแชแนลของคุณเพียงแค่คนเดียวก็ถือว่าคุณมีอิทธิพลกับเขาคนนั้นแล้ว ไอเดียและมุมมองของคุณมันส่งผลไปถึงเขา เพราะฉะนั้นคุณก็ควรที่จะต้องมีความรับผิดชอบด้วยครับ ทำเอามันส์ทำเอาสนุกเต็มที่ได้ แต่ก็ควรคำนึงถึงส่วนนี้กันด้วย”

 


เราจะได้เห็นprojectใหม่ของจอห์นเมื่อไหร่

 

 ผมไม่ได้ทำรายการทอล์กมาแล้วครับ คนก็ทักมาเยอะ เพราะเมื่อก่อนเคยทำเจาะข่าวตื้นทอร์คแล้วคนก็ชอบ ช่วงหลังไม่ได้ทำตั้งแต่แบบยึดอำนาจมา เพราะมันสุ่มเสี่ยงถ้าเชิญใครมาแล้วงานเข้า แต่ตอนนี้ผมก็กลับมาทำอีกครั้งหนึ่งชื่อว่า “หาเรื่อง FindTrouble”

ยังคงเป็นฟีลการเมืองอีกไหม หรือว่าเบาลง

 

มันหนีไม่ได้ครับ มันต้องมี แต่ว่าก็อาจจะไปแตะเรื่องของสังคมให้มันสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราสมมุติว่า ถ้าพูดเรื่องเศรษฐกิจ ผมอาจจะไม่ไดพูดว่าโหแมร่ง ตั้งแต่ยึดอำนาจเข้ามาเศรษฐกิจมันแย่ลง แต่จะเป็นแนวไปถามเหล่าป้าๆ ที่ขายของอยู่ในตลาดเป็นไงบ้างป้า ได้ฟังเสียงของคนจริงๆ ว่ามันเป็นอย่างไรมันน่าจะดีกว่า