ReadAlert ได้มีโอกาสนั่งคุยกับ มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล นักแสดงหนุ่มเจ้าของหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียนหนุ่มอัธยาศัยดี ภูเบศ ในเรื่องซีรีส์เรื่องฮอร์โมน วัยว้าวุ่น บทบาทที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จัก,โชน ลูกเศรษฐี หนุ่มสุดหล่อในละครเรื่องหลงไฟ หรือ บิว เกย์หนุ่ม ในคลับฟรายเดย์เดอะซีรีส์ 10 รักนอกใจ ตอนคนที่ไม่ยอมรับ และอีกหลากหลายบทบาทที่เขาได้รับจากการทำงานในวงการบันเทิง

เราได้เห็นเขาในหลากหลายบทบาท จนบางครั้งก็ติดภาพว่าเขาจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามบทบาทที่เขาได้รับ โดยที่เราไม่เคยรู้ว่าที่จริงแล้ว เขาเป็นคนยังไง วันนี้เมื่อเราได้มีโอกาส จึงอดไม่ได้ที่จะมาแบ่งปันให้ทุกคนได้รู้จักผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้นผ่านบทสัมภาษณ์นี้ ไปรู้จักอีกหนึ่งมุมของมาร์ชกันได้เลยค่ะ

 

จุดเริ่มต้นในวงการ ของนักแสดงที่ชื่อ มาร์ช-จุฑาวุฒิ

อันนี้จะตลกหน่อยครับ ตอนนั้นผมชนะการประกวดในโครงการ Friend For Film เพื่อนฉันดันให้สุด ขอค่าย GTH โดยเขาจะให้เพื่อนในเฟซบุ๊กเรา ส่งรูปเราเข้าไป ซึ่งก็มีน้องคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนเราในเฟซบุ๊กเนี่ยแหละส่งรูปเราเข้าไป ซึ่งน้องคนนี้ผมก็ไม่ได้รู้จักด้วยนะ ตอนนั้นจำได้ว่าเฟซบุ๊กเพิ่งเริ่มเข้ามาในไทย ใครแอดผมเป็นเพื่อนมา ผมก็รับหมดแหละ อันนี้คือจุดเริ่มต้นแรกที่ทำให้ได้เข้ามาในวงการบันเทิงทำให้ได้เซ็นสัญญากับ GTH ครับ

 

จริงๆ แล้วผมอยากเป็นหมอผิวหนัง

ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจหรอกว่างานในวงการบันเทิงเป็นยังไง เราก็มีความคิดแบบเด็กๆ แค่วันนี้มาทำงานได้เงินก็แฮปปี้แล้ว ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงมาก่อนเลย อย่างตอนเด็กๆ ก็อยากเป็นนักฟุตบอล พอโตหน่อยช่วง ม.ปลาย ก็อยากเป็นหมอผิวหนัง ด้วยเหตุผลที่ว่าตอนนั้นเราเป็นสิวเยอะมาก แล้วเราก็อยู่ในช่วงวัยรุ่นด้วย ก็อายถ้าแบบออกไปหน้าโรงเรียนแล้วเจอสาวๆ ก็เลยอยากดูแลตัวเอง ทำยังไงก็ได้ไม่ต้องไปหาหมอเสียเงินแพง ก็เริ่มจากเสิร์ชกูเกิล pantip.com หาอ่านว่าสาเหตุการเกิดสิวมันเกิดจากอะไร รักษายังไง แต่สุดท้ายก็ไม่หาย ยังไงก็ต้องไปหาหมออยู่ดี แล้วก็พบว่า เออ! หมอผิวหนังนี่ได้เงินเยอะนะ แถมมีความสุขด้วยได้บีบสิวด้วย ก็เลยอยากเป็นหมอผิวหนัง ตอนนั้นพอขึ้นชั้น ม.ปลาย ก็เลยเลือกเรียนสายวิทย์ครับ

 

“เรามีความคิดที่ว่าถ้าเราอยากสอบเข้าในคณะ และมหาวิทยาลัยที่เราหวังได้ เราต้องตั้งใจเรียน”

แต่สุดท้ายได้มาเรียนบัญชี

สมัยเรียนเราเป็นเด็กเนิร์ดเลย จริงจังกับการเรียนมาก เรามีความคิดที่ว่าถ้าเราอยากสอบเข้าในคณะ และมหาวิทยาลัยที่เราหวังได้ เราต้องตั้งใจเรียน จากตอนแรกที่เราอยากเป็นหมอผิวหนังเราก็เลือกเรียนสายวิทย์ ซึ่งตอนนั้นเราก็ทำงานในวงการบันเทิงด้วย จน ม.6 ที่ต้องตัดสินใจเรื่องแอดมิชชั่น เราชอบงานด้านนี้มากๆ ก็อยากเรียนต่อทางด้านนิเทศศาสตร์ เพราะเราสนใจงานเบื้องหลัง อยากรู้งานด้านนี้ให้มากขึ้น แต่คุณแม่เขาอยากให้เรียนบัญชีมากกว่า เพราะมันเป็นวิชาชีพ เขาก็ขอไว้ ซึ่งเราก็ไม่ติด เพราะเราก็สนใจเหมือนกัน แล้วอย่างตอนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก็เป็นวิชาที่เราถนัดและทำได้ดี ตอนนั้นก็เลยยื่นไปเป็นบัญชีบริหาร จุฬาฯ อันดับหนึ่ง ที่เหลือเป็นนิเทศ จุฬาฯ หมดเลยสามอันดับ สุดท้ายก็ติดบัญชี 

เติบโตขึ้นทุกครั้งจากบทบาทที่ได้รับ

เราทำงานในวงการมา 7 ปี ผ่านงานแสดงมาทั้งซีรีส์ ละคร และภาพยนตร์ แต่ละอย่างต่างก็ทำให้เราได้เรียนรู้ เพราะแต่ละบทแต่ละตัวละครที่เราได้รับ ก็จะมีความแตกต่างกัน การเล่นละครก็ต้องเล่นอย่างหนึ่ง เล่นภาพยนตร์ก็ต้องเล่นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเรามองว่ามันคือศาสตร์คนละศาสตร์ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ และเติบโตขึ้น 

ประทับใจและชอบทุกผลงานที่ได้รับ

งานทุกชิ้นที่เราได้รับ เป็นงานที่อยู่ในใจเราทุกชิ้น เพราะงานแต่ละชิ้นก็ไม่เหมือนกัน บทบาทที่ได้รับแต่ละบทก็สอนเรา ทำให้เราโตขึ้น ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ได้เห็นความแตกต่างของงานแต่ละชิ้นที่เราต้องเจอ

 

ช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้เริ่มมีเวลาให้ตัวเองมากขึ้นครับ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ออกกองถ่ายละครติดกัน 2 กอง คือเรื่อง สู้ตายนายกระจับ ของ Line TV กับออริจินัลคอนเทนต์เรื่องแรกของไทยกับ Netflix เป็นซีรีส์เรื่อง เคว้ง The Standed ครับ ตอนนั้นก็คือไม่มีเวลาว่างให้ตัวเองเลย พอตอนนี้เราว่างแล้วก็เลยเลือกทำในสิ่งที่เราอยากทำตอนนั้น ไม่ว่าจะไปเที่ยว, เข้าฟิตเนส, เตะบอล หรือ ดูหนัง อะไรที่อยากทำช่วงที่ไม่ว่าง ก็เอามาทำช่วงนี้หมดเลยครับ

 

“เรารู้สึกว่าชีวิตเราไม่ได้หวือหวา เพราะสุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดของเราก็คือ ครอบครัว ไม่ต้องประสบความสำเร็จทางอำนาจ ทางการเงินหรืออะไรพวกนี้ สุดท้ายครอบครัวก็คือความสุขของเรา การได้เห็นครอบครัวมีความสุข แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับเรา”

ไม่ได้มีจุดหมายว่าต้องประสบความสำเร็จ แค่อยากดูแลครอบครัวให้ดี

มีหลายคนเคยถามเหมือนกันว่าเรามองอนาคตตัวเองยังไงในวงการบันเทิง ต้องบอกเลยว่าไม่ได้คิดตรงนี้เลย เราคิดแค่ว่าเราอยากมีครอบครัวที่โอเค มีลูกหรือไม่มีลูกก็ได้ ครอบครัวทางฝั่งเรา ทางฝั่งภรรยาอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข แค่นั้นเอง เรารู้สึกว่าชีวิตเราไม่ได้หวือหวา เพราะสุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดของเราก็คือ ครอบครัว ไม่ต้องประสบความสำเร็จทางอำนาจ ทางการเงินหรืออะไรพวกนี้ สุดท้ายครอบครัวก็คือความสุขของเรา การได้เห็นครอบครัวมีความสุข แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับเรา พวกเขาคือมุมปลอดภัยของเรา เราอยู่กับครอบครัวแล้วเราอุ่นใจและรู้สึกปลอดภัยทุกครั้ง

 

ผลงานชิ้นใหม่ที่อยากให้ทุกคนได้ติดตามกัน

เร็วๆ นี้ ก็จะมีซีรีย์ สู้ตายนายกระจับ ที่กำลังจะออนแอร์ตอนแรกวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ อยากให้ทุกคนได้ติดตามกันครับ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ตอนถ่ายทำเราสนุกมาก เป็นซีรีส์คอมเมดี้ เกี่ยวเด็กคนหนึ่งที่ไม่ชอบความรุนแรง แต่มีบางสิ่งนำพาให้เขาไปต่อยมวย เชื่อว่าใครที่ได้ดูจะต้องสนุกและติดตามตลอดเรื่องแน่นอน เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่มากกว่าคำว่าฟีลกู๊ดอีกครับ (ติดตามชมความสนุกของ LINE TV Originals “สู้ตาย!! นายกระจับ” ซีรีส์เรื่องใหม่จาก LINE TV ทุกวันพฤหัสบดี เวลา20.00 น. เริ่มตอนแรก 25 กรกฎาคมนี้ บน LINE TV เท่านั้น)


ถามเร็ว-ตอบเร็ว 10 คำถามกับมาร์ช-จุฑาวุฒิ

 

ขอบคุณสถานที่ ร้าน On The Table สาขาเพลินนารี่มอลล์