จะมีสักกี่คนที่แค่เรามองเห็นเขา ก็ได้ยินเสียงเปียโนหวานๆ ลอยตามมาด้านหลัง ถ้าไม่ใช่เขาคนนี้ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ผู้ชายที่มองเห็นแต่ความอบอุ่นและโรแมนติก มาวันนี้ 16 ปีแล้วนะคะ ที่เรารู้จักเขาคนนี้ คนที่มาพร้อมกับเปียโนคู่ใจ และฝีไม้ลายมือการเล่นเปียโนที่ใครได้ยินได้ฟังเป็นต้องตกหลุมรักเสมอ หลายคนอาจจดจำเขาได้ในฐานะนักดนตรี นักร้อง หรือในฐานะผู้ชายแสนเพอร์เฟกต์ ที่สาวๆ หลายคนฝันถึง และในฐานะที่ ReadAlert เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกับรายการ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่มีโต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เป็นพิธีกร ออนแอร์ทางช่องยูทูบ Goodday Official เราจึงไม่พลาดโอกาสที่จะชวนเขา ชายหนุ่มมาดละมุน แสนอบอุ่น ที่มักติดโผชายในฝันของสาวอยู่เสมอ มานั่งพูดกันแบบใกล้ชิด ชนิดที่จะได้รู้จักชีวิตและตัวตนของเขามากกว่าที่เคย ตามไปอ่านบทสัมภาษณ์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ แล้วคุณจะได้แง่คิดดีๆ จากการผู้ชายที่ชื่อ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร กลับไปไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

 

“ชีวิตเหมือนสเกลดนตรี ที่สุขก็ต้องเตรียมใจ

ว่าอาจจะไม่ได้อย่างที่หวัง ทุกข์ก็จำไว้ว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป”

 

คิดว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร เป็นผู้ชายเพอร์เฟกต์อย่างที่หลายๆ คนมองหรือเปล่า

ผมไม่ได้เป็นคนเพอร์เฟกต์อย่างที่ใครหลายคนคิดนะ ถ้าเพอร์เฟกต์ ต้องเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ทำเป็นทุกอย่างสิ อย่างตัวผมเองผมทำได้ในสิ่งที่ผมเป็นเท่านั้นแหละ มีหลายอย่างเหมือนกันนะที่ผมทำไม่เป็น อย่างผมทำอาหารไม่เป็น ให้ผมมาทำอาหาร ผมทำไม่ได้หรอก แต่บังเอิญว่าสิ่งที่ผมทำได้อย่าง ผมเล่นดนตรี ผมได้เรียน ผมได้ทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่หรือว่าสังคมมองว่าอันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า คนเลยมองว่า เฮ้ย! คนนี้เพอร์เฟกต์ แต่จริง ๆ แล้วมันมีหลายอย่างที่ผมทำไม่เป็น มันก็เลยขึ้นอยู่กับมุมมองของคน แล้วแต่ว่าคนจะมองส่วนไหน ไม่มีคำว่าเพอร์เฟกต์หรอก ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง

 

 

โต๋เปรียบตัวเองเป็นคอร์ดอะไร

คำถามนี้มีคนเคยถามมาก่อนแล้วเหมือนกัน ตอนนั้นใช้เวลาตอบนานเหมือนกันนะว่าจะตอบว่าคอร์ดอะไรดี เพราะว่าคอร์ดมันก็มีหลายคอร์ด ผมเลยตอบไปว่าผมเป็นเหมือนสเกลดนตรี แล้วผมก็ชอบคำตอบนี้นะ เป็นคำตอบที่ผมใช้กับชีวิตตัวเองในทุกวัน รวมถึงวันนี้ด้วย นั่นคือผมคิดว่าตัวเองเหมือน Chromatic Scale ก็คือทุกตัวบนโน้ตเปียโนที่เราเห็นกันทั้งสีขาวและสีดำ และที่บอกว่าตัวเองเป็นเหมือน Chromatic Scale เพราะผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับชีวิต คือในชีวิตเราก็ต้องมีขาวและมีดำ บางทีมันก็จะมีขาวต่อกันสองตัว แล้วมีดำหนึ่งตัวโผล่เข้ามา ขาวแล้วก็ดำ ผมใช้แนวคิดอันนี้กับชีวิตนะ เวลาเราสุขเราก็ต้องเตรียมใจไว้ว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นเหมือนที่เราหวังไว้ทุกครั้ง เวลาเราทุกข์ เวลาเราเจอปัญหา เวลาเราเจออะไรที่รู้สึกว่ามันยากมากๆ เราก็จำไว้ว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป นี่มันคือชีวิตของคน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีส่วนร่วม สนุกกับทุกๆ โน้ตที่เราเล่น ไม่ว่าจะอยู่บนคีย์ขาวหรือคีย์ดำ

 

ทุกคนมองว่าโต๋เป็นคนดี แล้วคนดีๆ แบบโต๋ มีมุมร้ายๆ ด้านมืดๆ บ้างไหม

มืดแบบไหนอะ สำหรับผม ผมว่าทุกคนมีด้านที่ไม่ดีของตัวเอง ไม่ใช่ไม่ดีหรอก แต่เป็นด้านที่เป็นนิสัยส่วนตัวของเรามากกว่า อย่างตัวผมเองก็มีด้านนั้นคือผมเป็นคนที่เวลาตั้งใจทำอะไรมากๆ แบบอยากได้อย่างที่ตัวเองต้องการ ค่อนข้างจะ perfectionist นิดนึง เพราะเราอยากให้งานมันดี จนบางครั้งเราก็อาจจะพูดไม่ค่อยเป็น มองข้ามความรู้สึกของคนรอบข้างไป เราโฟกัสที่งานมากเกินไป จนเราลืมทุกอย่างไปเลย ผมว่านั่นคือข้อเสีย เราโฟกัสกับงานเกินไป จนเราไม่ได้รู้จักชีวิต เราไม่ได้รู้จักที่จะแก้ปัญหากับชีวิต เราไม่ได้เรียนรู้ที่จะผ่านอะไรในชีวิตเอง เพราะว่าเราทำแต่งาน  

 

มีเรื่องอะไรที่คิดว่าเลวสุดที่เคยทำในชีวิตไหม

น่าจะเป็นเรื่องความอยากรู้ อยากลองในสิ่งที่ผู้ใหญ่ห้ามแหละ คิดว่าสิ่งนี้แย่ที่สุดแล้วที่เคยทำ เราไม่ได้เป็นเด็กเรียบร้อย เราก็เด็กปกติคนหนึ่งที่จะดื้อกับพ่อแม่ อยากทำโน่นทำนี่ของตัวเอง เป็นเรื่องปกติ ยิ่งช่วงที่กำลังเป็นตัวของตัวเอง อยากทำโน่นทำนี่ อะไรอย่างนี้ ก็คงมีช่วงที่ความคิดไม่ตรงกับผู้ใหญ่ที่วางไว้บ้างนิดหน่อย แต่ผมว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต เป็นจุดที่คุณก็ต้องเจอสิ่งนี้ และคุณก็ต้องเรียนรู้มันด้วยตัวเอง และผมว่าผมก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างจะดื้อ คือเราต้องการจะเข้าใจแหละ คืออย่ามาบอกว่าให้ทำอะไร เราต้องการจะเข้าใจมันด้วยตัวเอง 

อยู่บนเส้นทางดนตรีมา 16 ปี เคยไม่อยากเป็นนักร้องไหม

ตั้งแต่เด็กจนโตมาก็ไม่เคยเลยนะ เราเจอตัวเองเร็วด้วย เหมือนเราชัดเจนว่าชีวิตของเราจะมาทางนี้ คือสิ่งที่เราเป็นทุกวันนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะบังเอิญ หรือว่าเพราะเฮ้ย! อยู่ดี ๆ ก็เป็น มันไม่ใช่ สิ่งที่เราเป็นวันนี้ สิ่งที่เราเล่น เราร้อง เรื่องดนตรีนี้ คือสิ่งที่เราเจอมาตั้งแต่เด็กๆ  และเราก็ใช้ชีวิตทุก ๆ วัน เพื่อที่จะเป็นแบบนี้ ที่ตั้งใจ ที่ซ้อมมาก็เพราะเราอยากจะเป็นนักดนตรี ไม่เคยมีอย่างอื่นในหัวเลย

 

แล้วถ้าไม่ใช่อาชีพนักดนตรี เคยมีความคิดที่อยากไปทำอาชีพอื่นไหม

ไม่เคยเลย คือเราอยากเป็นนักดนตรี ซึ่งเมื่อเราเป็นแล้วเรายิ่งรักมันมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ตอนเด็ก ๆ อาจจะมีที่แบบเบนเข็มไปอย่างอื่น อาจจะมีแวบหนึ่งในชีวิตที่แบบบ้ากีฬามาก อยากเป็นนักบอล คือมันก็เป็นช่วงเวลาของเด็ก แต่ดนตรีมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยหายไปไหนเลย เป็นจุดมุ่งหมายของเราตลอด ว่าเราจะมาทางนี้ ใช้ชีวิตมาทางนี้ เพราะว่าเรารักทางนี้มาก

 

“ถ้าเราอยากได้อะไรสักอย่างที่มันมากกว่าคนอื่น เราก็ต้องลงทุนมากกว่าคนอื่น เราต้องเสียสละเวลามากกว่าคนอื่น นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเราถึงมีเราในทุกวันนี้”

 

ถ้าย้อนเวลากลับไปในอดีตได้ อยากจะบอกอะไรกับตัวเองในตอนนั้น

ถ้ารู้ในวันนั้นว่าเราจะได้เป็นอย่างวันนี้ เราจะย้อนกลับไปซ้อมให้หนักกว่าเดิม ย้อนกลับไปทำให้ตัวเองครบเครื่องมากกว่าเดิม ทั้งเล่นทั้งร้อง เราจะศึกษาให้มากกว่าเดิมอีก เพราะเรารู้ว่าเฮ้ย มันเป็นจริงๆ เมื่อลงทุน เมื่อคุณตั้งใจทำอะไรอย่างนั้นจริงๆ มันได้จริงๆ เคยมีหลาย ๆ คนถามผมนะว่า รู้สึกพลาดช่วงชีวิตวัยรุ่นไปหรือเปล่า ผมไม่รู้สึกว่าพลาดอะไรนะ เพราะผมรู้สึกว่าถ้าเราอยากได้อะไรสักอย่างที่มันมากกว่าคนอื่น เราก็ต้องลงทุนมากกว่าคนอื่น เราต้องเสียสละเวลามากกว่าคนอื่น นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเราถึงมีเราในทุกวันนี้

ดนตรีสำหรับโต๋คืออะไร

ดนตรีมันคือชีวิตไปแล้ว มันไม่ใช่แค่งานอดิเรก ไม่ใช่แค่อาชีพ  มันไม่ใช่แค่งาน มันคือชีวิตของเรา คือตอนเด็กๆ เราวาดภาพไว้ว่าเราอยากเป็นนักดนตรี ไม่ได้แปลว่าเราต้องมาอยู่เบื้องหน้าอย่างนี้ตลอดไปนะ เราอาจจะไปทำเบื้องหลังก็ได้ คือดนตรีมันจะวนเวียนอยู่ในชีวิตเราไม่มีวันหาย ไม่เกี่ยวกับว่าเราจะอยู่ในส่วนไหนก็ตาม

 

เพลงของตัวเองที่ชอบมากที่สุด

หลาย ๆ คนคงคิดว่าเป็นเพลง “รักเธอ” แต่วันนี้ผมชอบเพลง “สักวันคงได้เจอ” มากที่สุดครับ เพราะว่ามันคือเพลงที่ทำให้ผมกลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง คือมันมีช่วงหนึ่งที่ผมค่อนข้างจะหายออกไปเลย ก็คือไปไต้หวัน ไปทำงานเมืองจีน อะไรต่าง ๆ แล้วก็หายไปด้วย เราก็ไม่ได้คิดด้วยว่าวันหนึ่งเราอาจจะได้กลับมา แต่พอวันหนึ่งเราได้กลับมา เพลงสักวันคงได้เจอเป็นเพลงที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นศิลปินหน้าใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นเพลงที่แยกให้ชัดเจนว่านี่คือ ‘โต๋ ศักดิ์สิทธิ์’ ในยุคนี้

 

คอนเสิร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ มีอะไรที่แตกต่างไปจากพี่โต๋คนเดิมไหม

คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นคอนเสิร์ตที่ผมตั้งชื่อเองเลยว่า “ToR+ Saksit Today”  เพราะว่าผมรู้สึกว่าบางครั้งเรารู้จักกันมานานจนเราลืมไปแล้วว่าคนนี้เป็นยังไง เรารู้จักกันมาตั้งแต่วันแรก ตั้งแต่วันที่พูดน้อย ๆ ตั้งแต่เล่นเปียโนตัวใหญ่ ๆ มาสัมภาษณ์ ถามคำตอบคำ ไม่เอา อย่ามายุ่งกับผม เปียโน คือที่ปลอดภัยของผม จนวันหนึ่งที่เราโตขึ้นมา เราก็เรียนรู้ในการที่จะร้องเพลง เราเรียนรู้ที่จะเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ เรียนรู้ที่จะเดินก้าวออกมาจากเปียโน จนวันนี้เรารู้จักกันในฐานะนักร้อง นักดนตรี โปรดิวเซอร์ คอมเมนเตเตอร์ และนักแสดง ผมว่ามันก็เป็นการเดินทาง คอนเสิร์ตนี้เลยจะมีความเป็น ToR+ Saksit Today คือรวมเอาความเป็นโต๋ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน เราจะไล่ให้ฟังว่าตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เราเป็นยังไงบ้าง ก็เลยอยากจะให้มาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำดี ๆ นี้ด้วยกันครับ